“เจษ-เพลงขวัญ” เปิดปากครั้งแรกกับชีวิตสุดดราม่า!

หลายคนคงจะคุ้นหน้า คุ้นตากันเป็นอย่างดี สำหรับ เจษ เจษฎ์พิพัฒ และ เพลงขวัญนัตยา คู่พระนางจากละครเรื่อง วิมานจอเงิน ที่ตอนนี้เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น แต่ใครจะไปรู้ว่าคู่นี้ชีวิตจริงของดราม่ายิ่งกว่าละครอีกต่างหาก

โดยล่าสุด หนุ่มเจษและสาวเพลงขวัญ ได้มาเปิดใจและพูดคุยผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง One31 ที่มี พีเค ปิยวัฒน์ และ ธัญญ่า ธัญญาเรศ เป็นพิธีกร 

เห็นว่าเป็นทายาทเจ้าของตลาดรังสิต ชีวิตเป็นยังไง?

เจษ : ผมขออธิบายก่อน เราไม่ได้เป็นคุณหนูเลยครับ หมายถึงว่าทั้งการทำตัวเราด้วย แล้วก็ที่บ้านด้วย จริงๆครอบครัวผมเป็นแค่ส่วนหนึ่งของตลาดรังสิตครับ

เรามีส่วนไปช่วยเหลือธุรกิจที่บ้านบ้างไหม?

เจษ : ไม่มีเลยครับ เพราะว่า พ่อให้เลือกว่าจะทำอะไรในชีวิต ตอนเรียนจบ ก็เลยเลือกที่จะทำงานตรงนี้ พอมีโอกาสได้ลองทำ ก็เลยชอบ แล้วก็ผมเป็นเด็กที่ไม่ชอบยอมแพ้อะไร คือทำอะไรต้องทำให้สุดทำให้ดีที่สุดอะไรประมาณนี้ พอรู้สึกว่าทำไม่ได้ ก็จะต้องทำให้ได้

เคยถูกเปลี่ยนตัวจากละคร เรื่องนึงด้วย เกิดอะไรขึ้นตอนนั้น?

เจษ : ประมาณปี 51 ครับ ตอนอยู่ค่าย Exact เราก็คาดหวังว่า เราอยู่ในค่ายละครที่ค่อนข้างใหญ่แล้ว เราอยากจะมีละครเล่นอย่างจะขึ้นไปเป็นพระเอกให้ได้ในสักวันนึงอะไรแบบนี้ ได้มีโอกาสแคสละครได้เรื่องนึง แต่ก็มีปัญหาอยู่ คือเราอาจจะเล่นไม่ถึงแล้วก็ ฝีมือการแสดงเราน้อย เพราะเราไม่เคยเล่นละครมาก่อนเลย ก็ได้มีการ workshop กัน แล้วก็มันมีช่วงหนึ่งที่ผมต้องไปอเมริกา ไปหาพี่ผม ซึ่งผมจะไปทุกปี พอกลับมาก็ถูกถอดจากละครเรื่องนี้เลย เขาให้เหตุผลว่าเราเล่นไม่ได้

เจอเหตุการณ์แบบนี้ความรู้สึกเป็นยังไงบ้าง?

เจษ : ตอนนั้นเป็น attitude ที่ผมรู้สึกแย่มากครับ ผมจะโทษคนอื่นหมดเลย ผมโทษที่ค่าย คุณครูที่สอน acting ตอนหลังก็คิดได้ คือเขาหวังดีกับเราทุกคน เขาจะมานั่งจ้ำจี้จ้ำไชสอน acting เราทำไม เขาก็ไม่ได้เงิน เราก็ไปเรียนฟรี เราจะเป็นฝ่ายได้ชื่อเสียงได้เงินจากเขาซะมากกว่า การนั่งโทษคนอื่นมันไม่ทำให้ตัวเราลุกขึ้นกลับมา ก็เลยสู้อีกครั้งนึง

เป็นคนมุ่งมั่นตั้งแต่เด็กเลยไหม?

เจษ : ใช่ครับ ถามว่ามุ่งมั่นไหมผมไม่แน่ใจนะ แต่เรื่องยอมแพ้ผมไม่ยอมแน่ๆ ผมจะไม่ยอมอะไรเลยไม่ว่าผมจะทำอะไร ต้องการอะไร ผมต้องทำให้ได้ ต้องไปให้สุด

ให้ “เพลงขวัญ” เม้าท์พระเอกคนนี้หน่อยเป็นยังไง?

เพลงขวัญ : ไม่หรอกค่ะ เขาก็เป็นปกตินี่แหละ ไม่ได้เป็นคุณหนูอะไร จะชอบนั่งคนเดียว พี่เขาจะมีโลกส่วนตัวนิดนึง พอแบบพักกองเขาก็จะใส่หูฟังนั่งดูซีรีย์ เก้าอี้ก็จะต้องออกมาเอง เป็นเก้าอี้สนามเดินป่า ชอบแย่งพัดลมคนอื่น

ทางบ้านว่ายังไงบ้างที่เข้ามาในวงการบันเทิง?

เจษ : ก็คุณพ่อคุณแม่บอกตั้งแต่เด็กแล้วครับว่าอยากทำอะไรให้ทำเลย แต่ว่าต้องทำให้สุด เหมือนกันครับมันเลยทำให้ผมต้องทำให้สุดเหมือนกัน

เห็นว่า ครอบครัวเคยเจอเหตุการณ์วิกฤต เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม?

เจษ : วิกฤตปี 40 ครับ เมื่อก่อนพ่อผมก็จบเมืองนอกมาเหมือนกัน แล้วพ่อผมก็กลับมาทำธุรกิจส่วนตัว เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ทำพวกหมู่บ้านจัดสรรเพราะพ่อผมเป็นวิศวกร ตอนนั้นมีเงินเยอะมากๆเลยครับ แล้ววันหนึ่งคุณพ่อไปกู้เงินเพื่อทำโครงการนึง แล้วโครงการยังไม่เสร็จ แล้วมันล่ม เราก็เลยไม่มีเงินที่จะทำ process โครงการให้มันแล้วเสร็จไปต่อได้ ก็เลยติดหนี้แล้วก็ล้มละลาย ซึ่งปีนั้นก็ล้มกันเป็นโดมิโนเลย

แล้วชีวิตเราเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง?

เจษ : ผมนับถือพ่อผมมากเลย ชีวิตผมไม่เปลี่ยนเลยครับ คือที่บ้านเมื่อก่อนรวยมาก ที่บ้านจะมีรถ volvo หลายคันเลย แต่ตอนนี้ไม่ได้รวยขนาดนั้นครับ ตอนนั้นเราไม่รู้ พ่อแม่ปิดไว้ เด็กๆก็ไม่รู้สึก เราก็แค่แบบเออรถมันหายไปแค่นั้น ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับที่บ้าน แต่ที่รู้สึกได้คืออารมณ์ของพ่อแม่เหมือนจะหงุดหงิดง่ายขึ้นอะไรแบบนี้

แล้วเรามารู้ความจริง ว่าพ่อแม่ผ่านวิกฤตตอนนั้นมา ตอนไหน?

เจษ : ตอนนี้พ่อก็ยังไม่บอกผมนะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่รู้ความจริงคือผมไปถามเขา เพราะว่าผมเรียน Finance ต้องเรียนเกี่ยวกับวิกฤตปี 40 และเขาก็บอกว่าเขาเจออะไรมา ก็เล่าอย่างละเอียดเลยครับว่าเจอมายังไง แต่ว่าพ่อจะไม่ได้เล่ามุมดราม่านะ แม่จะเป็นคนเล่าให้ฟังตอนหลังมากกว่า

กว่าครอบครัวจะสามารถลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง ใช้เวลานานไหม?

เจษ : สำหรับตัวผมมันเหมือนเดิมมาตลอดครับ แต่ว่าถ้าสำหรับเขา ก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นจากวัตถุจากสิ่งของต่างๆนานา พวกรถ ของใช้ในบ้านอะไรแบบนี้ ก็ค่อยๆเปลี่ยน ค่อยๆดีขึ้น ที่เรารับรู้ได้ น่าจะประมาณตอนผม ม.ปลาย เพราะช่วงที่เกิดวิกฤตผมเพิ่งอยู่ตอนประถมเอง

“เพลงขวัญ” รู้สึกยังไงบ้าง กับ “เจษ” ที่ผ่านเรื่องราวแบบนี้มา?

เพลงขวัญ : ก็รู้สึกว่าเค้าเก่งค่ะ เหมือนกับว่าเขามองโลกในแง่ดี เป็นผู้ชายคิดบวก

ถาม”เพลงขวัญ” บ้าง เข้ามาในวงการได้ยังไง?

เพลงขวัญ : เริ่มจากการประกวดนางแบบค่ะ เหมือนเพลงแค่ไปลอง เพราะว่าเพลงอยากทำงานในวงการบันเทิง แต่ว่าตอนนั้นไม่มีประสบการณ์อะไรเลย เพิ่งมาจากภูเก็ต เป็นเด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนหนังสือ แล้วก็พี่ๆเขาก็ชวนไป เราก็ชอบแล้วก็ไปประกวด ถือว่าโชคดี ที่เราได้เข้ารอบ 50 คน หลังจากนั้นก็เข้ารอบสุดท้ายเลย

คนสบประมาทไว้เยอะมากจริงไหม?

เพลงขวัญ : ก็ใช่ค่ะ ก็ตอนนั้นคือหนูไม่มีประสบการณ์เลย ไม่เก่ง ไม่รู้อะไรเลย เดินแบบยังไง เล่นละครยังไง วิธีการเข้าสังคมยังไม่รู้เลย เพราะว่าเป็นเด็กต่างจังหวัดมาเลย แล้วก็ไม่มีใครสอนด้วย แถมเป็นคนขี้อายอีก เวลาไปกอง เขานัด 8 โมง หนูก็ไปถึงตั้งแต่ 7 โมงแล้ว แต่ก็ไม่กล้าลงจากรถ หนูจะเป็นคนไม่มั่นใจเลย

เข้าวงการมามีกระแสลบ พอสมควรรู้สึกยังไงบ้าง?

เพลงขวัญ : ร้องไห้เลยค่ะตอนนั้น เราก็คิดว่าจะต้องขนาดนี้กันเลยหรอ ว่าสถาบัน ว่าครอบครัว ว่าถึงแม่ หนูช็อคไปเลยอ่ะ จะลงรูปอะไรทีก็กังวลว่าคุณจะด่าไหม แล้วเราจะอยู่ยังไงต่ออะไรแบบนี้ ก็คิดมากเลยค่ะ แต่ก็ผ่านมาได้

พ่อแม่มีความสำคัญกับความสำเร็จ ของเราขนาดไหน?

เจษ : สำคัญที่สุดเลยครับ ทุกวันนี้ก็ทำเพื่อครอบครัวอยู่ ปัจจุบันนี้ผมจะคิดถึงตัวเองน้อยมาก ผมรู้สึกว่าผมคิดถึงแค่ตัวเองมันไปได้นิดเดียว ผมจะทำไปทำไม ผมก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่ว่าถ้าเพื่อเขา ให้เขารู้สึกภูมิใจที่เห็นเราประสบความสำเร็จ อันนั้นตัวเราจะหนัก แต่เราจะผลักตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม 

เพลงขวัญ : สำหรับเพลงก็ทำเพื่อครอบครัวเหมือนกันค่ะ ช่วยแบ่งเบาภาระแม่ แต่กลับกันแม่จะแบบว่าเพลงไม่ต้องนึกถึงแม่นะ เขาจะอยากเห็นเรามี เขาอยากเห็นเราได้ เขาอยากเห็นเราประสบความสำเร็จ เราก็ยิ่งต้องทำให้ดี ทำให้เขามีความสุขที่สุด ติดตามรายการ คุยแซ่บShow ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 14.00-15.00น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow

Share Button