โย-เอ เผยนาทีจักรยานล้มกระดูกเชิงกรานหัก!!

หลังจากที่ เอ อัญชลี พี่สาวของโยยศวดี เกิดอุบัติเหตุจักรยานล้มขณะร่วมโครงการ รวมหัวใจไปให้สุดที่แดนใต้ ซึ่งในตอนนั้นสาวเอกระดูกเชิงกรานหักต้องถูกส่งมารักษาตัวที่กรุงเทพทันที ทำให้สาวโยต้องอยู่ร่วมปั่นทำภาระกิจต่อจากพี่สาวจนถึงเส้นชัยที่ จังหวัดยะลา

ล่าสุดสาวเอและสาวโยได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง one31 ที่มีชมพู่ ก่อนบ่าย และธัญญ่าธัญเรศ เป็นพิธีกร

อัพเดทอาการหน่อย ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?

เอ : หักหลายจุดค่ะ ก็ยังเดินไม่ได้นะคะ ยังต้องใช้ Walker อยู่ เพราะว่ากระดูกเชิงกรานมีหัก ร้าว แล้วก็แตกด้วย ทั้งหมด 3 จุด ซึ่งไม่ต้องผ่าตัดเพราะว่าช่วงข้างหลังมันจะมีเส้นประสาท คุณหมอบอกว่ามันค่อนข้างเสี่ยง แล้วอีกอย่างนึงคือแค่ด้านเดียว แต่ถ้าสองด้านก็คงต้องผ่า

ใช้ชีวิตลำบากไหม?

เอ : ก็จะมีพยาบาลคอยช่วยเหลือเรา ช่วงสิบวันนั้นก็จะอยู่แต่บนเตียง ทำทุกอย่างบนเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

เกิดอุบัติเหตุได้ยังไง?

เอ : ซึ่งจริงๆแล้วเราก็ขี่กันปกติ ใน 3 วันแรก เอก็รู้สึกว่ามีพลังมาก เพราะว่าตั้งแต่เรารู้ว่าจะมาทำโครงการนี้เราก็มีการฝึกซ้อมตัวเอง แล้วก็สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงเต็มที่ แล้วในช่วงวันที่ 3 ก็ปั่นเหมือนเดิมเป็นการปั่นขึ้นเนินแล้วก็ช่วงจังหวะลงเนิน แล้วอยู่ดีๆก็มีสิ่งกีดขวางเกิดขึ้นมาข้างหน้า คือทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก รู้ตัวอีกทีเหมือนกับว่าเรากำลังเหิน หลุดจากจักรยานแล้วก็ล้มลงไปกระแทก ก็รู้สึกชาที่ด้านซ้าย แต่ไม่คิดว่าหัก เราก็ร้องโอ๊ย!

โย : คือมีน้องคนนึงมาชนล้อโย แล้วทำให้เขาเสียการทรงตัว โดยทั่วไปคือถ้าคนที่มาชนท้ายเรา คนที่ชนจะเป็นฝ่ายล้มเอง ถ้าเรามีสติจับแฮนด์มั่นๆยังไงเราก็ไม่ล้ม แต่พอมีคนล้ม เรารู้เลยว่ามันจะเป็นโดมิโน่แล้ว เพราะการขี่จักรยานเราจะปั่นติดๆกัน

เห็นว่าร้องไห้เลย?

เอ : คือตอนแรกมันยังไม่เจ็บมากเพราะว่ามันชา แล้วเอก็รู้สึกว่ายังไงมันก็ไม่หัก แต่พอเขาให้ลุกขึ้น เอก็ลุกขึ้นแล้วด้านในมันมีเสียงดังแก๊ก แล้วก็หล่นลงไป ก็รู้เลยว่ามันไม่ปกติแล้ว ก็เลยร้องไห้เพราะว่าตอนนั้นมันเจ็บมาก แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะหัก

แล้วตอนนั้นเห็นว่า โย คิดจะหยุด เพื่อมาดูแล เอ เลย ใช่ไหม?

โย : คือเวลามันมีการเกิดอุบัติเหตุกับพี่น้องเราหรือว่าญาติเรา เราก็ขวัญเสีย ใจเสียอยู่แล้ว พอไม่มีเขาแล้วมันเหมือนกับว่าสับสน ร้องไห้ไม่หยุด คิดว่าจะเอายังไงต่อเพราะเหลืออีกตั้ง 10 วัน จะไปยังไงแล้วใครจะดูแลอะไรแบบนี้ เราก็แบบว่าเดี๋ยวไม่ปั่นแล้วนะ จะนั่งรถ ambulance กลับไปกับพี่สาวเลย

เอ : แต่เอไม่ยอม เพราะอยากจะให้เขาปั่นให้สำเร็จ ก็ขอร้องเขา เขาก็รู้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เอตั้งใจ แล้วสุดท้ายก็ปั่นต่อจนสำเร็จ

วันที่ปั่นเยอะที่สุดกี่กิโล?

โย : 170 กว่ากิโลค่ะ ซึ่งระยะทางมันก็มีทุกรูปแบบ มันคดเคี้ยวมาก ต้องบอกว่าโหดจริงๆสำหรับครั้งนี้

รู้สึกยังไง วันที่ไปถึงเส้นชัย?

เอ : คือเราจะดูไลฟ์สดตลอดเวลา ร้องไห้เลยนะ ดีใจมาก เพราะรู้ว่าทางที่มันจะขึ้นเขาเบตงวันสุดท้ายมันโหดมาก พอโยทำสำเร็จเราก็ดีใจร้องไห้แบบทำสำเร็จแล้วนะ แต่ก็แอบเสียใจคิดว่า ทำไมเราไม่ไปอยู่ตรงนั้น เราอยากจะไปยืนอยู่ตรงนั้นมากๆ เพราะว่าอยากไปอยู่ข้างๆ support ซึ่งกันและกัน

โย : ต้องบอกว่า มันตื้นตันตั้งแต่ลงเขาตอนสุดท้าย แล้วก็ไปถึงคำว่าโอเคเบตง นั่นคือเรารู้ว่า มันจบแล้ว สิ่งที่ยากลำบากที่สุดกำลังจะจบแล้ว พอเข้าเส้นชัยจริงๆ ปรากฏว่าฝนตก อันนี้คือมหัศจรรย์มากเราปั่นมาทั้งวันเราไม่เจอฝน แล้วอยู่ดีๆ 100 เมตรก่อนเข้าเส้นชัยฝนตกหนักมาก เราก็เลยได้ภาพสวยๆ ของนักปั่นที่ปั่นฝ่าสายฝนเข้าไปที่เส้นชัย มันก็หายเหนื่อยนะ

เล่าความรู้สึกที่ได้เห็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ฟังหน่อย เป็นยังไงบ้าง?

โย : อย่างแรกเลยนะ ที่โยสัมผัสได้ไม่ได้สัมผัสความน่ากลัวเลย มันเหมือนเป็นความเหงา คือตั้งแต่ยะลาผ่านไปจนถึงปัตตานี โยเจอเด็กๆที่เขามาเฝ้ารอเราว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ บางโรงเรียนรอเป็น 2ชั่วโมงเลย พอเราผ่านมา บางทีเขาอาจจะไม่ได้รู้จักนะว่าโยเป็นใคร เขาก็วิ่งมากอดขอหอมหน่อย ขอจูบหน่อย เราก็น้ำตาไหลในแว่นเลย คือเด็กพวกนี้เขาต้องการความรัก ต้องการให้คนมาใส่ใจเขาแล้วเราก็แบบว่าอยากให้คนได้มาสัมผัสตรงนี้ แล้วเขาจะสัมผัสได้ยังไง ถ้าเขาไม่มาด้วยตัวเอง ถ้ามัวแต่ฟังข่าว เสพข่าวมันก็ไม่มีทางเกิดขึ้น คุณลองมาสักครั้งแล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ได้เป็นอันตรายอะไรอย่างที่ทุกคนคิดค่ะ

ถามเรื่องส่วนตัวบ้าง ทั้งคู่สนิทกันขนาดไหน?

โย : เราห่างกัน 3 ปี ค่ะ จริงๆเรามาสนิทกันมากตอนโตนะ ตอนเรียนเราก็ไม่ได้สนิทกันมากขนาดนี้เพราะเขาก็มีเพื่อนของเขา มาสนิทจริงๆคือช่วงมหาลัย เพราะเรียนด้วยกัน

เห็นว่าเป็นพี่น้องขาลุยจริงไหม?

โย : จริงๆโยเป็นคนเรียบร้อยมากนะ แล้วก็เป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่เถียงนะ แต่เด็กๆก็ยอมรับว่าซ่าอยู่บ้าง ตามประสาวัยรุ่น

เอ : เอาง่ายๆเลยคือว่าเราไม่เคยเข้าไปทำร้ายใครก่อน มีแต่คนเข้ามาหาเรื่องนะ หมั่นใส้อะไรอย่างนี้

เรื่องความรักเป็นยังไงกันบ้าง?

เอ : ตอนนี้ประกาศหาคู่ค่ะ(หัวเราะ) ตอนแรกคิดว่าจะไปบริษัทจัดหาคู่ค่ะ แต่พอดีเขาส่งแพคเกจมาแพงมาก ก็เลยไม่เอาดีกว่า ตอนนี้ก็โสดค่ะ คนคุยก็มีบ้าง

โย : ของโย 7 ปีค่ะ ต้องบอกตรงๆว่ามาช่วง 2-3 เดือนหลังนี้ไม่ค่อยดีค่ะ แต่เราก็พยายามที่จะประคับประคองไป ตัวโยเป็นคนที่แบบไม่ค่อยจะง้องอนใคร แล้วไม่ค่อยมีมุมหวาน แล้วช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีเวลาด้วย แต่พอพยายามคุยๆกันอยู่ค่ะ

ตั้งแต่คบกันมามีคุยเรื่องแต่งงานกันบ้างไหม?

โย : เราเคยจะแต่งงานตอนช่วงเกือบๆ 6 ปี อยู่ดีๆตอนนั้นคำว่าแต่งงานก็เข้ามาอยู่ในชีวิตคู่ของเรา เพราะเราไปเจอเพื่อนๆของเรา เขาแต่งงานแล้วทุกคน มีลูกกันหมดแล้ว ไม่มีคนไหนเลยที่ไม่มีลูก เราก็มานั่งคิดว่าเราจะอยู่กันไป 2 คนตายายแก่ๆเหรอ ตอนนั้นก็เลยคิดว่าจะแต่งงานกันไหม แต่ช่วงหลังโยมาบ้ากับการที่จะไปไอรอนแมนมากๆ เราก็เลยขอชะงักตรงนั้น แล้วก็ทุ่มเทให้กับการซ้อมเพื่อไปแข่ง พอตอนนี้กลับมาแล้วอยู่ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่อยากแต่งงานอยู่ดี เราอาจจะเป็นผู้หญิงที่แบบว่ายังอยากใช้คำว่านางสาวไปเรื่อยๆ แต่เราก็อยากมีแฟนนะ คือถ้าแต่งงานไปแล้วเราจะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบสาวโสดได้นะ เราต้องดูแลซึ่งกันและกันนะ แล้วเราก็ยังอยากที่จะทำอะไรอีกเยอะมาก ติดตามรายการ คุยแซ่บShow ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 14.00-15.00น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow

Share Button