web analytics

“ดา เอ็นโดรฟิน” ไม่กดดันย้ายค่าย มั่นใจซิงเกิ้ลแรก “ถ้าเธอ OK” กระแสแรงแน่นอน!

“ดา เอ็นโดรฟิน” ไม่กดดันย้ายค่าย มั่นใจซิงเกิ้ลแรก “ถ้าเธอ OK” กระแสแรงแน่นอน!

หลังบินเดี่ยวเป็นศิลปินอิสระมากว่า 4 ปี ล่าสุดนักร้องสาวเสียงคุณภาพ ธนิดา ธรรมวิมล หรือ ดา เอ็นโดรฟิน ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญากับค่ายเพลงเลือดใหม่ “28 Recording Label” ภายใต้การบริหารของ พรหมสร ริ้วภากร และดนยา สุขะวิริยะ กรรมการบริหาร บริษัท 28 เรคคอร์ดดิ้ง เลเบิ้ล จำกัด ร่วมด้วยอีกสองผู้บริหารมากความสามารถ มหิธร พงษารัตน์ และ พิธาน องค์โฆษิต ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง โดยในวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ดา เอ็นโดรฟิน ได้ปล่อยซิงเกิ้ลแรกที่จะมาปลุกกระแสเพลงป๊อป-แร็ป ให้กลายเป็นที่นิยม ในเพลงที่ชื่อว่า “ถ้าเธอ OK” ซึ่งได้แฟนหนุ่ม “ไทยคูน” มาร่วมฟีเจอริง (Featuring) โชว์เสียงร้องด้วย โดยสาวดาเผยว่าการได้ร่วมงานกับค่าย “28 Recording Label” นับเป็นก้าวใหม่ที่ทำให้เธอได้เติบโตขึ้น และไม่รู้สึกกดดันกับการย้ายค่ายแม้แต่น้อย

                การที่เราได้มาร่วมงานกับค่ายนี้ เกิดจากเรากับผู้บริหารรู้จักคุ้นเคยกันอยู่แล้ว และเป็นช่วงที่เราอยากทำอะไรใหม่ๆ อยากทำเพลงที่สะท้อนถึงตัวตนเรามากขึ้น ซึ่งที่นี่เขาเปิดโอกาสให้เราได้ดูแลเรื่องเพลง เรื่องดนตรีเอง รวมไปถึงภาพลักษณ์ของเราด้วย โดยการย้ายค่ายครั้งนี้เราไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรเลย เพราะมองว่ามันก็เป็นเหมือนการเดินทางครั้งใหม่ ที่เราจะได้เติบโตขึ้นจากเดิม ได้ทำเพลงในแง่มุมที่แตกต่างออกไป และที่สำคัญเราเชื่อว่าความสำเร็จของศิลปินมันอยู่ที่คุณภาพของผลงาน ถ้าเรายังคงคุณภาพในการทำเพลงให้น่าฟัง แม้เราจะอยากนำเสนอสิ่งใหม่ แต่ก็ต้องผสมผสานสิ่งที่แฟนเพลงชอบลงไปด้วย เขาก็จะยังให้การตอบรับเราอย่างแน่นอน เราว่าถ้าผลงานดี ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทุกคนก็สามารถเข้าถึงได้ และที่สำคัญการที่ศิลปินคนหนึ่งจะยืนหยัดอยู่ในยุคนี้ได้ นอกจากคุณภาพของการทำเพลงแล้ว การเล่นสดก็สำคัญมากเหมือนกัน มันเป็นการที่ทำให้คนที่ชื่นชอบเพลงเรา เข้ามาเป็นแฟนคลับเราได้เหนียวแน่นมากขึ้น”

สำหรับผลงานเพลงใหม่ “ถ้าเธอ OK” ของนักร้องสาวผู้มีเสียงอันเป็นเอกลักษณ์คนนี้ เป็นการผสมผสานแนวดนตรี ป๊อปและแร็ปเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างความแปลกใหม่ และความสนุก ในแบบของดาซึ่งยังไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน โดยได้หนุ่ม “ไทยคูน” มาร่วมสร้างสีสันในการร้องท่อนแร็ป และยังช่วยแต่งเนื้อร้อง ทำนอง ให้กับเพลงนี้อีกด้วย ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ดานั้นเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ที่อยากจะถ่ายทอดเพลงรักในจังหวะสนุกๆ ที่ผสานกลิ่นอายของความเป็น 90s เข้าไป ให้คนได้โยกไปพร้อมกันกับนิยามความรักรูปแบบใหม่ที่หลายคนต้องหลงใหลอย่างแน่นอน

ความพิเศษที่เราเลือกปล่อยเพลง ‘ถ้าเธอ OK’ ออกมาเป็นเพลงแรก เพราะอยากให้คนรู้สึกตื่นเต้นกับการที่เราย้านบ้านใหม่ ก็เลยเลือกปล่อยเพลงเร็วเป็นเพลงแรก เป็นเพลงที่ถ้าใครได้ฟังแล้วน่าจะต้องยิ้มตาม แล้วก็เป็นเพลงที่มีการผสมผสานแนวฮิปฮอปเข้าไป ซึ่งเรามองว่ามันน่าสนใจ และแปลกใหม่สำหรับเรา ซึ่งเพลงนี้เราได้ไทยคูนมาช่วยแต่งเนื้อร้องกับทำนองให้ แล้วเราทำหน้าที่เรียบเรียง เราได้เป็นทั้งเบื้องหน้า แล้วก็เบื้องหลัง รู้สึกสนุกดี เหมือนได้หยิบจับอะไรมากขึ้น จริงๆ มันก็เป็นเหมือนความฝันของนักร้องทุกคนแหละ พอเราผ่านจุดการเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เราก็อยากหันมาทำเบื้องหลังบ้าง แต่ถ้าแฟนๆ ที่รอฟังเพลงรักแนวดีว่า ในสไตล์เดิมที่คุ้นเคย เราก็จะมีให้ติดตามกันอย่างแน่นอน ก็อยากฝากให้แฟนๆ ทุกคน ติดตามผลงานใหม่ๆ ของเราด้วย เพราะเราก็ไม่ได้ทิ้งสิ่งที่ทำให้แฟนเพลงรักเรา”

นอกจากนี้ ดา เอ็นโดรฟิน ยังเผยถึงความรู้สึกที่ได้ทำงานร่วมกันกับแฟนหนุ่มว่าลงตัวมาก “สำหรับการทำงานร่วมกันครั้งนี้ เรามองว่ามันเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะเราเป็นเพื่อนกันมา 10 กว่าปี และเพิ่งพัฒนาความสัมพันธ์กันตอนที่ได้มาร่วมงานกัน การที่เราได้กลับมาเจอกันในวัย 35 มันเป็นช่วงเวลาที่เพอร์เฟคมาก เพราะเราต่างก็โตขึ้น เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตกันมาระดับหนึ่ง มีเหตุผลกันมากขึ้น มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ซึ่งเรารู้สึกดีใจมากที่ได้มาร่วมทำงานเพลงด้วยกันตรงนี้ เรามาเริ่มที่ใหม่ โดยมีเขาเป็นส่วนหนึ่ง ได้ทำงานร่วมกัน มี Passion เรื่องเดียวกัน เราอาจจะโชคดีที่รู้จักกันมาก่อน ได้เห็นอีกฝ่ายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในทางของตัวเอง แล้วพอถึงจุดที่เราเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ด้วยกัน เราพยายามบาลานซ์การใช้ชีวิตให้ไปด้วยกันได้ ถ้าต้องทำงานด้วยกันก็จะใช้เหตุผลคุยกัน เปิดใจคุยกันตรงๆ เราจะไม่ใช้อารมณ์คุยกันเลย ตอนนี้ทุกอย่างก็เลยลงตัวมาก”

โดยบทบาทหน้าที่ในการทำงานที่นี่ ดาได้เล่าว่า ในปีนี้ยังอยากจะโฟกัสที่การทำผลงานของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งภายในปีนี้จะมีให้ฟังกัน 3 ซิงเกิ้ล โดยแต่ละเพลงจะมีความแตกต่างกันเป็น 3 เพลง 3 แนว ที่จะไม่ทำให้แฟนเพลงผิดหวังอย่างแน่นอน แต่สำหรับปีต่อๆ ไป เธอวางแผนไว้ว่าอยากจะหันไปนั่งทำเบื้องหลัง ปั้นศิลปินหน้าใหม่ให้กับค่ายย่อยของ “28 Recording Label” อีกด้วย

อีกหนึ่งความสนุกของการทำงานที่นี่ คือค่ายเปิดกว้างให้เราได้ Collaboration กับศิลปินค่ายอื่นๆ ได้ เพราะตอนนี้ศิลปินก็มีทำค่ายกันเอง บางคนก็เป็นอิสระ หรือสังกัดค่ายเล็ก ที่เราก็สามารถดึงมาร่วมงานกันได้ มันดีตรงที่เราสามารถเริ่มต้นการทำงานที่ความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอันดับแรก โดยที่ไม่ต้องมีกรอบของค่ายมาเป็นข้อจำกัด”

Share Button
admin

admin