web analytics
SIAMNEWSDAY

น้ำตาลแฝง-ความเครียด สองภัยเงียบกระตุ้น “โรคเบาหวาน”

แพทย์ รพ.วิมุต แนะ ปรับการกิน-ดูแลจิตใจ ก่อนน้ำตาลในเลือดสูงจนเป็นอันตราย

ความเชื่อที่ว่าถ้า “ไม่ติดหวาน” ก็ไม่เสี่ยง “โรคเบาหวาน” นั้นอาจไม่เป็นความจริงเสมอไป เพราะถึงเราไม่กิน “น้ำตาล” ก็ได้รับ “น้ำตาลแฝง” ที่อยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ทั้งข้าว ขนมปัง หรือผลไม้บางชนิด ที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าคนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานสะสมกว่า 6.5 ล้านคน และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละกว่า 350,000 คน ที่น่ากังวลกว่านั้นคือผู้ป่วยกว่า 40% ไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน จนทำให้กว่าจะรู้ตัวก็มีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากต่อการรักษา วันนี้ นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ พร้อมแนะการปรับพฤติกรรมเพื่อปิดสวิตช์ความเสี่ยงเบาหวานก่อนจะสายเกินไป

ไขข้อสงสัย ‘โรคเบาหวาน’ คืออะไร มีกี่ประเภท

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus หรือ DM) คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นเวลานาน เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อร่างกายหลั่งอินซูลินไม่เพียงพอ น้ำตาลจึงค้างอยู่ในเลือดมากเกินไปจนส่งผลร้ายต่อร่างกาย นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อธิบายเพิ่มเติมว่า “โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ต้องใช้อินซูลินทดแทนตลอดชีวิต เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการที่ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน มักเกี่ยวข้องกับน้ำหนักเกิน พฤติกรรมการกิน และความเครียด ต่อมาคือเบาหวานขณะตั้งครรภ์ พบในหญิงตั้งครรภ์ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงชั่วคราว และสุดท้ายคือกลุ่มเบาหวานชนิดอื่น ที่เกิดจากสาเหตุเฉพาะ เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม การใช้ยาบางชนิด (เช่น สเตียรอยด์) หรือโรคของตับอ่อน”

“น้ำตาลทราย” ไม่ใช่ผู้ร้ายเพียงคนเดียว ชวนเข้าใจ “น้ำตาลแฝง-วิถีชีวิตไม่ดี” ปัจจัยเร่งโรคเบาหวาน

การกินของหวานไม่ใช่ปัจจัยกระตุ้นโรคเบาหวานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการได้รับน้ำตาลแฝงอย่าง ‘น้ำตาลกลูโคส’ จากการย่อยอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะในข้าวขาว น้ำผลไม้ หรือผลไม้สุกจัดที่มีรสหวานอย่างมะม่วงและกล้วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ พ่อแม่เป็นเบาหวาน ภาวะอ้วน กินอาหารไม่สมดุล ไม่ออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย และความเครียด

“ความเครียด” ภัยเงียบกระตุ้นเบาหวานที่หลายคนมองข้าม

ความเครียดเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดแม้ในวันที่เราไม่ได้แตะของหวาน เพราะเมื่อร่างกายเครียด สมองจะกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตหลั่ง “ฮอร์โมนความเครียด” เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา โดยฮอร์โมนเหล่านี้จะสั่งให้ตับปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานพร้อมรับมือกับสถานการณ์นั้น ๆ หากมีความเครียดสะสม ระดับคอร์ติซอลที่สูงต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน และอาจนำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ “ความเครียดยังทำให้เกิดพฤติกรรม ‘กินคลายเครียด’ โดยเฉพาะการโหยหาของหวานหรือของมัน และอาจนำไปสู่วงจร เครียด-กิน-น้ำตาลขึ้น-เครียดซ้ำ ซึ่งทำให้การควบคุมน้ำตาลในเลือดยากขึ้นและบั่นทอนสุขภาพโดยรวม ดังนั้นการจัดการความเครียดจึงเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน” นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อธิบาย

รวมสัญญาณเตือนที่ต้องไปตรวจโรคเบาหวานด่วน

นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล เล่าว่า “ถ้ามีอาการปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ แผลหายช้า มองเห็นภาพเบลอ ง่วงบ่อย หรือมีปัญหาสมาธิสั้นลง ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและควรไปตรวจคัดกรองนอกจากนี้ผู้ที่มีพ่อแม่เป็นเบาหวาน อายุเกิน 35 ปี รวมถึงผู้ที่มีภาวะเครียดเรื้อรัง นอนน้อย หรือดื่มน้ำหวานเป็นประจำ ก็ควรไปตรวจคัดกรองด้วยเช่นกัน”

“โรคเบาหวาน” ยิ่งตรวจพบไว ยิ่งดูแลได้ง่าย

วิธีการตรวจโรคเบาหวานที่นิยมคือการตรวจค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ซึ่งจะสะท้อนค่าน้ำตาลเฉลี่ยในร่างกายช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา อีกวิธีที่นิยมคือการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (FPG) เมื่อแพทย์วินิจฉัยพบแล้ว แม้โรคเบาหวานจะรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถดูแลและควบคุมให้ไม่เกิดอันตรายกับร่างกาย นพ. ชาญวัฒน์
ชวนตันติกมล
อธิบายถึงวิธีรักษาว่า “หากเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องใช้อินซูลินตลอดชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 หากตรวจพบเร็วและปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม ก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้กลับมาใกล้เคียงปกติ หรือที่เรียกว่าภาวะโรคสงบ (Remission) ส่วนเบาหวานชนิดอื่นแพทย์จะดูแลตามอาการของผู้ป่วยแต่ละคนอย่างใกล้ชิด”

ปรับพฤติกรรม-ดูแลใจ ปิดสวิตช์โรคเบาหวาน

การป้องกันโรคเบาหวานเริ่มต้นได้จากเรื่องง่าย ๆ จากปรับการกิน โดยลดข้าวขาว ขนม และเครื่องดื่มรสหวาน เริ่มออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักและรอบเอวให้ดีเพราะไขมันหน้าท้องสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะดื้ออินซูลิน รวมถึงดูแลจิตใจด้วยการนอนหลับให้เพียงพอ 6–7 ชั่วโมง และผ่อนคลายความเครียดด้วยกิจกรรมที่ชอบ เมื่อร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลจะลดลง ทำให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น และช่วยให้น้ำตาลในเลือดคงที่ในระยะยาว ที่สำคัญต้องตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี

“หลายคนเข้าใจว่าถ้าไม่อยากเป็นเบาหวานก็ต้องไม่กินของหวาน แต่ความจริงแล้วโรคเบาหวานมักมาจากวิถีชีวิตที่ไม่สมดุลมากกว่า อยากให้ทุกคนกลับมาสร้างความพอดีให้ร่างกาย ตรวจสุขภาพทุกปี กินและออกกำลังกายให้พอดี รู้เท่าทันความเครียดและหาวิธีผ่อนคลาย ก็จะทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงและผลิตอินซูลินได้อย่างเต็มที่ ถ้าทำแบบนี้แล้วเราก็สามารถให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานบ้างเป็นครั้งคราว แบบที่ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป” นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 07:00 – 19:00 น. โทร. 02-079-0070 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

พานาโซนิค จัดกิจกรรม “ฮีโร่ รัน ครั้งที่ 5” รวมพลังวิ่งเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี สร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน

พานาโซนิคในประเทศไทย เดินหน้าจัดกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศลครั้งที่ 5 “Panasonic Hero Run Green Impact For Charity 2025” ภายใต้โครงการ “Panasonic Cares” เพื่อร่วมสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและยั่งยืน มอบเงินสมทบทุน เพื่อสร้างอาคารและจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ให้แก่โรงพยาบาลราชวิถี พร้อมรณรงค์ให้พนักงานและประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วยการเปลี่ยนระยะทางที่วิ่งทั้งหมดเป็นต้นไม้เพื่อนำไปปลูกคืนพื้นที่สีเขียวให้แก่สังคม เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก มร.ฮิเดคาสึ อิโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย นำทีมพนักงานพานาโซนิค ครอบครัว และคู่ค้า พร้อมด้วยนักเรียนทุนพานาโซนิคฯ กว่า 1,400 คน เข้าร่วมกิจกรรม “Panasonic Hero Run Green Impact For Charity 2025” กิจกรรมปีนี้จัดขึ้นด้วยเป้าหมายสำคัญในการ “รวมพลังแห่งการให้” เพื่อร่วมสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและยั่งยืน ผ่านการบริจาคเงินสมทบทุนแก่มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 174,184 บาท เพื่อสร้างอาคารและจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลราชวิถี โดยมี นายแพทย์ไพโรจน์ เครือกาญจนา รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี เป็นตัวแทนรับมอบ

กิจกรรม “Panasonic Hero Run Green Impact For Charity 2025” สอดคล้องกับแนวคิด Panasonic Green Impact ภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกของพานาโซนิคกรุ๊ป ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อโลกอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พานาโซนิคในประเทศไทยได้ริเริ่มแนวคิด “วิ่งเพื่อปลูกต้นไม้” โดยทุก ๆ 10 กิโลเมตรของระยะทางวิ่ง จะเท่ากับการปลูกต้นไม้ 1 ต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้ปลูกต้นไม้คืนสู่ธรรมชาติแล้วกว่า 1,895 ต้น ในจังหวัดขอนแก่น (570 ต้น) และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (1,325 ต้น)

อีกทั้งกิจกรรมดังกล่าวยังได้น้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีต่องานด้านสาธารณสุข ทรงสนับสนุนโรงพยาบาลและมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่าน “โครงการป่ารักน้ำ” ทรงส่งเสริมให้ประชาชนร่วมกันปลูกต้นไม้ และปลูกฝังแนวคิด “ปลูกป่าในใจคน” เพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต มาปรับใช้เพื่อสร้างสังคมไทยให้เกิดความยั่งยืน

สำหรับปีนี้ พานาโซนิคได้เชิญชวนพนักงานทั่วประเทศมาร่วมวิ่งเพื่อสะสมระยะทางเพิ่มเติม โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การวิ่งแบบ Virtual Run โดยเก็บระยะวิ่งกันในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และการวิ่งในสนามจริง ซึ่งสามารถสะสมระยะทางรวมทั้งหมดได้กว่า 10,917 กิโลเมตร คิดเป็นต้นไม้จำนวน 1,092 ต้น ที่จะถูกนำไปปลูกคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมมอบ เหรียญรางวัลรุ่นพิเศษ ที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล 100% ภายในฝังเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ อาทิ เบญจมาศ ทานตะวัน และโคลฟเวอร์ ให้แก่นักวิ่งทุกท่านเพื่อนำไปปลูกต่อหลังจบกิจกรรม

และที่สำคัญ ภายในงานยังให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ ภาชนะที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล ติดตั้ง จุดแยกขยะอย่างชัดเจน และมี เครื่องย่อยสลายเศษอาหาร เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในการปลูกต้นไม้ต่อไป กิจกรรมทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพานาโซนิคในการส่งต่อแนวคิด “วิ่งเพื่อสุขภาพ รักษ์โลกเพื่ออนาคต” เพื่อร่วมสร้างโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกันอย่างแท้จริง

“COWAY RUN 2025”ครั้งแรกในไทย รวมพลังนักวิ่งกว่า 3,000 คน

ปลุกเทรนด์สุขภาพ พร้อมส่งต่อความดีด้วยรายได้ 1,018,000 บาท มอบสภากาชาดไทย

“แม่ชม–น้องเกล” จัดเต็มความสดใส จุดประกายแรงบันดาลใจสายเฮลท์ตี้

 โคเวย์ ประเทศไทย (COWAY) แบรนด์เครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศอันดับ 1 จากประเทศเกาหลีใต้ จุดประกายประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยงาน “COWAY RUN 2025 – RUN FOR CHANGE” ครั้งแรกในไทย ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ดึงนักวิ่งกว่า 3,000 คนออกสตาร์ทไปพร้อมกัน เพื่อผลักดันให้คนไทยใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง และร่วมส่งต่อพลังบวกสู่สังคมผ่านการมอบรายได้ส่วนหนึ่งให้แก่สภากาชาดไทย

อีเวนต์ครั้งนี้ได้ซุปตาร์ขวัญใจสายเฮลท์ตี้ “แม่ชม–ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” และลูกสาวสุดน่ารักที่สร้างไวรัลโมเมนต์ต่อเนื่องอย่าง “น้องแอบิเกล” พรีเซนเตอร์เบอร์หนึ่งของโคเวย์ มาร่วมสร้างบรรยากาศที่เต็มไปรอยยิ้มและพลังบวกให้กับนักวิ่งตลอดงาน แม่ชมและน้องแอบิเกลยังนำทุกคนยืดเส้นยืดสายด้วยกิจกรรมคูลดาวน์สุดอบอุ่น พร้อมกิจกรรมเล่นเกมและมอบรางวัลให้ผู้โชคดี ภายในงานยังอัดแน่นด้วยโซนแฮงเอาต์สุดชิล ทั้งโซนอาหารเครื่องดื่ม บูธอุปกรณ์กีฬา โซนไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมอีกมากมาย พร้อมเหล่าเซเลบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ ที่มาร่วมเพิ่มดีกรีความคึกคักในทุกโมเมนต์ของการแข่งขัน

เส้นทางการวิ่งของงาน COWAY RUN 2025 นำทุกคนไปสัมผัสแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งเสาชิงช้าหน้าศาลาว่าการกรุงเทพฯ, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, ป้อมมหากาฬ, สนามหลวง, พระบรมมหาราชวัง และวัดโพธิ์ ซึ่งนอกจากผู้เข้าร่วมจะได้ออกกำลังกายท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามแล้ว ยังเป็นการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามของประเทศไทยไปพร้อมกันอีกด้วย

นอกจากการส่งเสริมสุขภาพแล้ว กิจกรรมนี้ยังตอกย้ำพันธกิจของโคเวย์ในการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคมไทย โดยโคเวย์ได้นำรายได้ส่วนหนึ่งจำนวน 1,018,000 บาท มอบให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติในการช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ

นายคิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของงาน COWAY RUN 2025 ครั้งแรกในเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าคนไทยรักสุขภาพและมีคอมมูนิตี้การออกกำลังกายที่แข็งแกร่งและคึกคัก ทั้งยังพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม สำหรับปีหน้า โคเวย์จะกลับมาพร้อมกับกิจกรรมและไฮไลต์ที่พิเศษยิ่งขึ้น ให้สมกับเป็นอีเวนต์ไลฟ์สไตล์แห่งปีที่ทุกคนรอคอย เพื่อส่งเสริมสังคมสุขภาพดีควบคู่กับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ ‘Best Life Solution Company’”

ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต พรีเซนเตอร์โคเวย์ กล่าวว่า “ดีใจที่ได้เห็นคนรักสุขภาพมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้ ชมเชื่อว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อสุขภาพ แต่การดื่มน้ำสะอาดหลังออกกำลังกายก็เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพไม่แพ้กัน ชมอยากให้โคเวย์จัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้อีกเรื่อย ๆ เพราะนอกจากจะสนุกและได้สุขภาพดีแล้ว ยังได้ร่วมสนับสนุนสังคมด้วยค่ะ”

ปัจจุบันเทรนด์การวิ่งกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะเป็นการออกกำลังกายที่เข้าถึงง่ายและช่วยกระชับความสัมพันธ์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยรายงานล่าสุดจาก Strava แอปพลิเคชันเพื่อสุขภาพชื่อดัง ระบุว่าคลับวิ่งกำลังกลายเป็น ‘ไนต์คลับของคนรุ่นใหม่’ โดยพบว่าคนรุ่นใหม่ทั่วโลกเข้าร่วมคลับวิ่งเพิ่มขึ้นถึง 59% และกว่า 58% ได้พบเพื่อนใหม่จากการวิ่ง ที่สำคัญ รายงานยังชี้ว่า 40% ของนักวิ่งเชื่อว่าการวิ่งเป็นกลุ่มช่วยให้พวกเขาวิ่งได้ไกลและนานขึ้น

โคเวย์ ประเทศไทย ไม่เพียงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์สุขภาพคุณภาพระดับสากล แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม กิจกรรม COWAY RUN 2025 – RUN FOR CHANGE คือส่วนหนึ่งของพันธกิจของเราในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสุขภาพของผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ

กิจกรรม COWAY RUN 2025 จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนโดย แบรนด์ KA (เคเอ), Pocari Sweat, โรงพยาบาลเมดพาร์ค, Grab, Adidas, FujiFilm, เซียงเพียว, Peppermint Field, Johnson’s Baby, ซันไบทส์, Cubic, Malkist และ Taro

“Frolina” เปิดเกมรุก Wellness Branding ร่วมสนับสนุนงานวิ่งระดับเอเชีย

Garmin Run Asia Series 2025 – Thailand Half Marathon ชูแนวคิด “Rest to Win พักเพื่อไปต่อ” สื่อสารพลังแห่งการพักผ่อนที่มีคุณภาพพร้อมเปิดตัวผ้าขนหนู Limited Edition สำหรับนักวิ่งผู้พิชิตเส้นชัย

 ฟรอลิน่า (Frolina) แบรนด์ผ้าขนหนู ชุดเครื่องนอน และสิ่งทอคุณภาพระดับพรีเมียมสัญชาติไทย จับมือ การ์มิน (Garmin) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์จีพีเอสสมาร์ทวอทช์ระดับโลก ร่วมเป็น ผู้สนับสนุนผ้าขนหนูหลักอย่างเป็นทางการ (Official Textile Partner) ในงานวิ่งระดับทวีป Garmin Run Asia Series 2025 – Thailand Half-Marathon ที่รวมนักวิ่งกว่า 6,400 คนทั่วเอเชีย พร้อมชูแคมเปญของฟรอลิน่า“Rest to Win : พักเพื่อไปต่อ” ประกาศจุดยืนสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ พร้อมตอกย้ำแนวคิดแบรนด์ที่เชื่อว่า “พลังในการไปต่อ” ของนักวิ่งและคนรักสุขภาพ เริ่มจาก การพักผ่อนที่ดีและมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ความสำเร็จในช่วงเข้าเส้นชัย รวมถึงการให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์ ปักหมุดแบรนด์สู่จุดหมายใหม่ในฐานะผู้นำผลิตภัณฑ์ Performance Lifestyle & Wellness ที่เชื่อมโยงทั้งการพักผ่อนและการใช้ชีวิตอย่างมีพลังเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพและมองหาความสมดุลในชีวิต

Garmin Run Asia Series จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในหลายประเทศทั่วเอเชีย อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย และเวียดนาม ภายใต้แนวคิด “From Zero to Hero” เปิดประสบการณ์ให้ทั้งนักวิ่งหน้าใหม่จนถึงระดับโปร โดยในปี 2025 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Garmin Run Asia Series 2025 – Thailand Half-Marathon ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีนักวิ่ง นักกีฬาชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคักเข้าร่วมกว่า 6,400 คน นับเป็นหนึ่งในอีเวนต์วิ่งที่ใหญ่ที่สุดของปีการได้สนับสนุนงานวิ่งระดับเอเชียอย่าง Garmin Run Asia Series 2025 – Thailand Half-Marathon ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์ Frolina ในการพาแบรนด์ไทยสู่สายตานักวิ่งและคนรักสุขภาพทั่วภูมิภาค พร้อมสะท้อนความตั้งใจของแบรนด์ไทยที่ยืนเคียงข้างมาตรฐานระดับสากล

ณัษฐพงษ์ ธรรมฉัตรพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธรรมฉัตร เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด แบรนด์ Frolina กล่าวว่า “สำหรับ Frolina เราเชื่อเสมอว่าความสำเร็จที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากแรงที่ทุ่มเทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้จัก ‘พัก’ อย่างถูกวิธีด้วย การพักผ่อนที่มีคุณภาพคือช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟูตัวเอง เพื่อพร้อมจะ ‘ไปต่อ’ ได้ไกลกว่าเดิม แนวคิดนี้เองคือหัวใจของแคมเปญ Rest to Win – พักเพื่อไปต่อ ที่เรานำมาเป็นแกนหลักของการสื่อสารในปีนี้ เพราะเราอยากชวนให้ทุกคนมองว่า การพักผ่อนไม่ใช่การหยุด แต่คือ ‘จุดเริ่มต้นของพลังใหม่’ การได้ร่วมงานกับ Garmin Run Asia Series 2025 – Thailand Half-Marathon จึงไม่ใช่แค่การสปอนเซอร์อีเวนต์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนของแบรนด์ว่า เรา ‘ดูแลทุกการพัก เติมเต็มทุกความตั้งใจ’ อย่างแท้จริง”

ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ Frolina เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักในงาน Garmin Run Asia Series 2025 – Thailand Half-Marathon นับเป็นโอกาสสำคัญของ Frolina ที่ได้แสดงจุดยืนของแบรนด์ในเวทีระดับเอเชีย งานวิ่งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมกีฬาหรือการโปรโมตสินค้า แต่ถือเป็นการลงสนามจริง เพื่อประกาศทิศทางใหม่ผ่านการรีแบรนด์ของ Frolina ที่ตั้งใจยกระดับตัวเองจาก “แบรนด์สิ่งทอคุณภาพ” สู่ Performance Lifestyle & Wellness Brand แบรนด์ที่เข้าใจ “ช่วงพัก” ว่าสำคัญพอ ๆ กับ “ช่วงซ้อม” และ “ช่วงแข่ง” จุดประกายแนวคิดการดูแลสุขภาพกายและใจอย่างยั่งยืนผ่านทุกผืนผ้าและทุกสัมผัสจาก Frolina ถูกออกแบบมาเพื่อ

“เติมเต็มการพัก” และ “ฟื้นฟูพลัง” ให้ผู้คนพร้อมออกไปคว้าชัยชนะในทุกสนามของชีวิต และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้งประสิทธิภาพและสุขภาวะที่ดี ไปพร้อมกัน ผลิตภัณฑ์ของฟรอลิน่าทุกชิ้นไม่ว่าจะเป็นผ้าขนหนูหรือชุดเครื่องนอน ล้วนผ่านการคิดมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อส่งมอบ ‘ความนุ่มสบาย’ ที่มากกว่าความรู้สึกทางกาย แต่ยังสื่อถึงความอบอุ่นและความสมดุลทางใจด้วยการออกแบบที่ตั้งใจให้ผ้าแต่ละผืนเป็นเหมือนพื้นที่พักของชีวิต ที่ช่วยให้ทุกคนได้ฟื้นพลังและเริ่มต้นใหม่ในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งที่ซ้อมหนัก หรือคนทำงานที่เผชิญความเหนื่อยมาทั้งวัน การได้พักในสัมผัสของ Frolina คือรางวัลแห่งความพยายามที่แท้จริง

คุณมิสซี่ ยาง ผู้จัดการประจำ การ์มิน ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “Garmin เชื่อว่า ‘พลัง’ ของมนุษย์เกิดขึ้นจากการเข้าใจสมดุลระหว่างความพยายามและการพักผ่อนเสมอ เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่งระดับโปรหรือมือใหม่ ทุกเส้นชัยที่ยิ่งใหญ่ล้วนเริ่มต้นจาก ‘ร่างกายที่พร้อม’ และ ‘จิตใจที่สมดุล’ การได้ร่วมงานกับ Frolina ในครั้งนี้จึงมีความหมายกับทั้งสองแบรนด์ที่มีจุดร่วมเดียวกัน From Zero to Hero’ คือเส้นทางของนักวิ่งทุกคน ของ Garmin และ ‘Rest to Win’ คือสิ่งที่ช่วยให้เส้นทางนั้นยั่งยืนของ Frolina Garmin ยินดีที่ได้ทำงานร่วมกับ Frolina ซึ่งมีความมุ่งมั่นด้านคุณภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ตรงกับสิ่งที่เรายืนหยัด คือการส่งเสริมให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลและยั่งยืน ผ่านการดูแลสุขภาพในทุกมิติ”

ในฐานะ Official Textile Partner Frolina ได้ผลิต ผ้าขนหนู Limited Edition เฉพาะงานนี้เท่านั้น เพื่อเป็นตัวกลางในการสร้างบทสนทนาระหว่างแบรนด์กับผู้คน ในภาษาที่ Frolina ที่ตนเชี่ยวชาญที่สุด นั่นคือ ภาษาของความสบายและการฟื้นตัว ผ่านผ้าขนหนูลิมิเต็ดเอดิชันที่ออกแบบมาเพื่อมอบให้กับผู้ที่เข้าเส้นชัยภายในเวลาที่กำหนด (Finisher) และนักวิ่ง Top 100 ทั้งชายและหญิงในระยะทาง 10 กม. และ 21.1 กม. ที่ช่วยให้นักวิ่งได้คลายความเหนื่อยล้า พร้อมฟื้นฟูร่างกายหลังจากผ่านความท้าทายบนสนามจริง ผืนผ้านี้ไม่ใช่เพียงของสะสม แต่คือ สัญลักษณ์ของความต่อเนื่อง จากเส้นชัย สู่การพัก และการซ้อมครั้งต่อไป โครงสร้างใยผ้าและการทอถูกออกแบบให้ ซับเหงื่อดี แห้งไว สัมผัสนุ่มสบาย เพื่อช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ลดความร้อนและคืนสมดุลอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมเทคโนโลยี Sanitized จากสวิตเซอร์แลนด์ ที่ช่วยต้านแบคทีเรีย เชื้อรา และไรฝุ่นได้ถึง 99.9% ขณะเดียวกันขนาดและสัดส่วนถูกคิดมาแล้วเพื่อการใช้งานจริง ทั้งพาดคอ คลุมไหล่ หรือพับเก็บแนบตัวโดยไม่เกะกะ

ในโอกาสนี้ Frolina ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์จากคอลเลกชันเพื่อสุขภาพที่ออกแบบภายใต้แนวคิด “Rest to Win”
เพื่อมอบให้นักวิ่งผู้ได้รับรางวัล ชูไลน์อัปผลิตภัณฑ์สิ่งทอคุณภาพเพื่อการรีชาร์จ ช่วยเติมพลังให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟูอย่างแท้จริง ได้แก่

  1. ชุดเครื่องนอน Frolina รุ่น HoriZen แรงบันดาลใจจาก เส้นขอบฟ้ายามเช้าที่แสงแรกทาบทอเหนือแนวเขา เกิดเป็นภาพแห่งความสงบ เสมือนจังหวะการหายใจที่ยืดยาว HoriZen ถ่ายทอดบรรยากาศนั้นผ่านความ เรียบง่ายและสบายอย่างเป็นธรรมชาติด้วยผ้าฝ้ายแท้ 100% สัมผัสอบอุ่นมอบความผ่อนคลายให้ร่างกายและจิตใจได้พักอย่างแท้จริง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคืนก่อนซ้อมหนักและคืนหลังการแข่งขัน เพื่อให้ตื่นพร้อมไปต่อด้วยพลังใหม่
  2. หมอนเพื่อสุขภาพ Frolina Zen Relief Pro Pillow หมอนเพื่อสุขภาพที่ออกแบบตามหลัก Ergonomic เพื่อรองรับสรีระคอ-บ่า-ไหล่ ลดอาการตึง กล้ามเนื้อและภาวะ Office Syndrome ผสานเทคโนโลยี Anionic และ Far Infrared ที่ช่วยยับยั้งการสะสมของฝุ่น แบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ พร้อมกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เพื่อการฟื้นตัวระหว่างการนอนหลับที่ลึกกว่า เพราะการนอนที่ดีไม่ใช่แค่ “พอ” แต่ต้อง “มีคุณภาพ” เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้เต็มประสิทธิภาพเตรียมพร้อมสำหรับทุกสนามของชีวิต

ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นคือการผสาน “ศาสตร์แห่งการพัก” เข้ากับ “วิทยาศาสตร์แห่งสุขภาพ” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในพลังของการดูแลตัวเอง แบรนด์ที่ “พักให้เป็น” และ “วิ่งให้เห็น” เมื่อทีม Frolina ลงสนามจริง จากสนามแข่งสู่แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตแบบสมดุล

เพื่อถ่ายทอดปรัชญา “Rest to Win” แบรนด์ที่เชื่อในความสำคัญของการพัก เพื่อพร้อมก้าวต่อไปอย่างมีพลังในแบบที่จับต้องได้ ทีมผู้บริหาร Frolina นำโดย คุณณัษฐพงษ์ ธรรมฉัตรพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธรรมฉัตร เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ลงสนามวิ่งด้วยตนเอง พร้อมตั้งเป้าหมาย Sub 1 หรือการพิชิตระยะทาง 10 กิโลเมตรภายในหนึ่งชั่วโมง ความท้าทายที่สะท้อนพลังของวินัยและการพักอย่างมีคุณภาพ แม้จะเพิ่งเริ่มต้นวิ่งได้ไม่ถึง 3 เดือน แต่ผลลัพธ์ครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า “การพักที่ถูกวิธี” คือส่วนหนึ่งของชัยชนะ ไม่ต่างจากการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง เพราะสมดุลระหว่าง rest และ run คือเคล็ดลับของชีวิตที่แข็งแรงทั้งกายและใจ

การเข้าร่วมในงาน Garmin Run Asia Series 2025 ครั้งนี้ สะท้อนจุดยืนของฟรอลิน่าในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดี และยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์ในระดับภูมิภาคผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับกลุ่มนักวิ่ง นักกีฬา และคนรักสุขภาพทั่วเอเชีย ฟรอลิน่ายังมุ่งมั่นพัฒนาแบรนด์ให้ก้าวข้ามจากผู้ผลิตสิ่งทอทั่วไป สู่แบรนด์ผลิตภัณฑ์ Performance Lifestyle & Wellness ที่เน้นคุณภาพ ความนุ่มสบาย และนวัตกรรม ด้วยแนวคิด “Rest to Win พักเพื่อไปต่อ” Frolina ไม่ได้เพียงร่วมสนับสนุนนักวิ่งในงานนี้ แต่ยังต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยทั่วประเทศหันมาดูแลสุขภาพ ผ่านการพักผ่อนที่มีคุณภาพ เพื่อให้ทุกวันคือก้าวต่อไปของพลังชีวิต

เพราะทุกการพัก คือจุดเริ่มต้นของชัยชนะใหม่ Frolina ดูแลทุกการพัก เติมเต็มทุกความตั้งใจ

เสียชีวิตครึ่งแสนต่อปี! “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ใกล้ตัวกว่าที่คิด

หัวใจของคนเราจะเต้น 60-100 ครั้งต่อนาที เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตลอดเวลา และหากหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน เลือดจะไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่ได้ ทำให้หมดสติอย่างรวดเร็ว และภายในไม่ถึง 5 นาที เราอาจเข้าสู่ภาวะสมองขาดเลือดและเสียชีวิตได้ทันทีหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันเวลา ที่น่ากังวลคือ “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” เป็นภัยเงียบที่แทบไม่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า และเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้แต่คนที่แข็งแรงและออกกำลังกายเป็นประจำ โดยกรมควบคุมโรคเผยว่า คนไทยเสียชีวิตจาก “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” มากกว่า 54,000 รายต่อปีวันนี้ นพ.ราม บรรพพงษ์ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์ฉุกเฉิน รพ.วิมุต จะมาเล่าถึงการรับมือกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันและเน้นย้ำถึงสิ่งที่ควรทำหากคนรอบตัวต้องเผชิญกับภัยร้ายนี้

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของหัวใจทำงานผิดปกติและหัวใจหยุดเต้น เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ได้ สมองจะขาดเลือดและหมดสติทันที

“ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” โรคร้ายไม่เลือกอายุ กลุ่มไขมันสูง-ความดันสูง-เบาหวาน เสี่ยงทวีคูณ

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคือคนที่เป็นโรคประจำตัวแต่ยังไม่เคยตรวจพบ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ที่เป็นความเสี่ยงให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งส่งผลให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติและนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป เพื่อประเมินความเสี่ยงและดูแลโรคที่อาจซ่อนอยู่ตั้งแต่เนิ่น ๆ “ภาวะหัวใจหยุดเต้นอาจเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีอาการใด ๆ แต่บางรายอาจมีอาการของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดให้เห็นก่อน เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือหน้ามืด ซึ่งถ้าพบอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ควรเรียนรู้วิธี CPR เอาไว้ เผื่อถ้าคนรอบตัวหัวใจหยุดเต้น จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความรุนแรงของผลกระทบที่จะตามมา” นพ.ราม บรรพพงษ์ กล่าว

“ประเมินผู้ป่วย-โทรสายด่วน 1669–ทำ CPR” 3 ขั้นตอนช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น

ผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นมักเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลเพราะได้รับการช่วยเหลือไม่ทัน ดังนั้นเมื่อพบผู้หมดสติ ให้ตบไหล่และเรียกเสียงดัง หากไม่ตอบถือว่าหมดสติ จากนั้นดูการหายใจง่าย ๆ ด้วยการประเมินการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอก หากไม่ขยับแสดงว่าไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น ไม่ต้องคล้ำชีพจร เมื่อแน่ใจว่าหัวใจหยุดเต้น พยายามอย่าพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอง เพราะอาจไม่สามารถทำ CPR ระหว่างทางได้ แต่ให้โทรสายด่วน 1669 ทันที ระหว่างรอรถฉุกเฉิน ให้เริ่มทำการกดหน้าอก โดยให้ผู้ป่วยนอนราบบนพื้นแข็ง วางส้นมือกลางหน้าอก กดลึกประมาณ 5 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที (ราว 2 ครั้งต่อวินาที) แต่ละครั้งต้องปล่อยให้หน้าอกคืนตัวเต็มที่เพื่อให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ โดยต้องกดต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก ยกเว้นเมื่อต้องเปลี่ยนผู้ช่วยหรือใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) หากมี ควรใช้ AED ควบคู่กับการ CPR และประเมินซ้ำทุก 2 นาทีว่าผู้ป่วยเริ่มหายใจหรือรู้สึกตัวหรือไม่ นพ.ราม บรรพพงษ์ เล่าเสริมว่า “หลายคนกังวลว่าทำ CPR แล้วจะทำให้กระดูกของผู้ป่วยหัก ซึ่งจริง ๆ ก็เกิดขึ้นได้หากทำผิดวิธี แต่กระดูกหักนั้นรักษาได้ ต่างจากการไม่ทำ CPR ที่อาจทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น เพราะโอกาสรอดจากภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลมีไม่ถึง 10% เท่านั้น แต่ถ้าได้รับการ CPR อย่างทันท่วงทีจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นมาก และถ้าตัดสินใจช่วยช้า แม้ผู้ป่วยจะรอด ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียการทำงานของอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและไตที่ไวต่อการขาดเลือด ดังนั้นจึงอยากให้เน้นช่วยชีวิตอย่างรวดเร็วก่อนนำส่งโรงพยาบาล”

เทคโนโลยีรักษาภาวะหัวใจหยุดเต้นในโรงพยาบาล

เมื่อผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นมาถึงโรงพยาบาลจะได้รับการรักษาในห้องฉุกเฉินและหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยมีแพทย์จากหลายสาขาร่วมกันรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วยให้มากที่สุด ในโรงพยาบาลหรือรถพยาบาลฉุกเฉินจะมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้ามาช่วย เช่น เครื่องปั๊มหัวใจอัตโนมัติ (Robotic CPR device) ที่กดหน้าอกได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อีกอย่างคือ ECMO (Extracorporeal Membrane Oxygenation) เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอดเทียม ซึ่งใช้ในผู้ป่วยที่ยังมีโอกาสรอดสูงและสามารถรักษาให้หายได้ แต่อาจมีข้อจำกัดในการใช้กับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้าย

“แม้ภาวะหัวใจหยุดเต้นจะเกิดขึ้นกะทันหันและมักไม่มีสัญญาณเตือน แต่สิ่งที่เราทำได้คือรู้ทันความเสี่ยง และศึกษาวิธี CPR ที่ถูกต้องเอาไว้ เพราะเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราอาจเป็นคนที่ช่วยชีวิตใครสักคนได้ รวมถึงต้องตรวจเช็กสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเจอปัญหาเร็วจะได้ดูแลก่อนเป็นอันตราย โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง ก็ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้ดีและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อย่าลืมเลือกกินให้ดี ลดของหวาน มัน เค็ม และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้หัวใจของเราทำงานได้ดี ลดความเสี่ยงในระยะยาว” นพ.ราม บรรพพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุตหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ศูนย์ฉุกเฉิน ชั้น 1 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 24 ชั่วโมง โทร. 02-079-0191 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application

กินไม่เค็มก็เสี่ยงโรคไต! “แพทย์ รพ.วิมุต” เตือนคนไทยลดอาหารแปรรูป-เบเกอรี่-ชานมไข่มุกแหล่งโซเดียมที่ทำไตพังไม่รู้ตัว

หลายคนเข้าใจว่าถ้าเรา “ไม่ติดเค็ม” ก็คงไม่เสี่ยง “โรคไต” แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ทำร้ายไตเราอย่าง “โซเดียม” กลับซ่อนอยู่ในอาหารไม่เค็มหลายอย่าง ทั้งในขนมปังหรือกุนเชียงที่แทบไม่มีรสเค็ม หรือแม้แต่ชานมไข่มุกและเยลลี่ โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่การศึกษาพบว่าคนไทยส่วนใหญ่กลับกินโซเดียมมากถึง 3,600–3,700 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกินเกือบเท่าตัว สะท้อนถึงความไม่รู้ในเรื่องโซเดียมที่ซ่อนอยู่ในอาหาร ทำให้หลายคนเป็นโรคไตไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่โรคไตเข้าสู่ระยะรุนแรงจนสายเกินแก้ วันนี้ พญ.ฉมานันท์ สัจจานนท์ อายุรแพทย์โรคไต ศูนย์อายุรกรรม รพ.วิมุต จะพาไปรู้จักความอันตรายของโรคไต และแหล่งที่มาของโซเดียมที่เราไม่เคยรู้ พร้อมเทคนิคง่ายๆ ในการลดโซเดียมเพื่อปกป้องไตของเราให้แข็งแรง

โรคไตคืออะไร จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นโรคไตหรือยัง

ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกรองของเสีย ช่วยควบคุมระดับน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ภาวะที่เรียกว่า ‘โรคไต’ จึงหมายถึงการที่ไตทำงานผิดปกติ ซึ่งแบ่งการวินิจฉัยออกเป็น 2 แบบ คือ การตรวจพบความผิดปกติของไต เช่น มีนิ่วหรือถุงน้ำในไต สภาพไตผิดปกติจากการอัลตราซาวนด์โปรตีนรั่วในไต เม็ดเลือดแดงและขาวรั่วออกมาจากปัสสาวะ เป็นต้น ส่วนอีกแบบคือเมื่อตรวจพบว่าอัตราการการกรองของเสียของไต (eGFR) ต่ำกว่า 60 ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน ซึ่งค่านี้อาจจะลดลงเมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไปจนเลือดเสียสมดุล ทำให้เรากระหายน้ำและดื่มน้ำมากขึ้น พอน้ำและโซเดียมไปสะสมในเลือดมากจะทำให้ความดันโลหิตสูง ส่งผลให้ไตทำงานหนักจนหน่วยกรองไต (glomerulus) ถูกยืดและเสื่อมลง ทำให้ค่า eGFR ลดต่ำลงเรื่อย ๆ จนกระทบสุขภาพ

รู้จักโรคไตทั้ง 5 ระยะ อย่าปล่อยให้ลุกลามจนเป็นอันตราย

โรคไตที่วัดจากค่า eGFR แบ่งออกเป็น 5 ระยะ โดยระยะที่ 1 จะมีค่า eGFR เกิน 90 ระยะที่ 2 จะมีค่า eGFR อยู่ในช่วง 60–90 ซึ่งยังไม่นับว่าเป็นโรคไตเสื่อม เป็นการบ่งบอกว่าไตเริ่มทำงานผิดปกติ แต่มักไม่ทำให้เกิดอาการชัดเจน ทว่าเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งค่า eGFR จะลดลงต่ำกว่า 60 อาจจะเริ่มเกิดอาการผิดปกติ เช่น ตัวบวม ปัสสาวะเริ่มมีฟอง หรือปวดศีรษะรุนแรง จากความดันโลหิตสูง หากปล่อยให้ลุกลามจนถึงระยะที่ 4–5 ที่มีค่า eGFR ต่ำกว่า 30 อาจทำให้ไตเสียหายถาวร โดยผู้ป่วยอาจปัสสาวะออกน้อยลง ตัวบวมเรื้อรัง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีอาการสับสนหรือซึม ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาอาจมีน้ำท่วมปอด หรือความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน ซึ่งนำไปสู่ภาวะหัวใจวายหรือเส้นเลือดสมองแตกได้

สายกินต้องรู้! มัดรวมอาหารไม่เค็มแต่ ‘โซเดียม’ สูง

หลายคนเข้าใจอาหารที่มีโซเดียมต้องมีรสเค็ม แต่โซเดียมเป็นเพียงส่วนประกอบในเกลือหรือเครื่องปรุงรสที่เรียกว่าโซเดียมคลอไรด์ หากโซเดียมไปรวมกับสารอื่น ๆ อาจไม่ทำให้เกิดรสเค็ม แต่ก็ยังมีผลเสียต่อร่างกายเหมือนเดิม โดยตัวอย่างของอาหารที่มีโซเดียมแต่อาจไม่มีรสเค็ม ได้แก่ ขนมปังและเบเกอรี่ที่ใส่ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอกหรือกุนเชียงที่ใช้โซเดียมไนไตรท์เพื่อถนอมอาหาร หรือของหวานพวกชานมไข่มุกและเยลลี่ที่มีสารทำให้เหนียวหนึบอย่างโซเดียมอัลจิเนต และสุดท้ายคืออาหารกระป๋องและน้ำผลไม้กล่องที่มีโซเดียมเบนโซเอตเป็นสารกันบูด เป็นต้น

มีโรคประจำตัว-เด็ก-ผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยงโรคไตที่ต้องระวัง

กลุ่มเสี่ยงโรคไตที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต โดยเฉพาะโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคถุงน้ำในไตหรือนิ่วในไต ส่วนอีกกลุ่มคือผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพราะหากควบคุมโรคไม่ได้ ไตต้องกรองน้ำตาลหรือรับแรงดันสูงเกินไปจนเสื่อมเร็วขึ้น “ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่กินขนมขบเคี้ยวหรือฟาสต์ฟู้ดบ่อย ๆ ก็มักได้รับโซเดียมเกินจำเป็น คือมากกว่า 1,000 มก. สำหรับเด็ก และ 1,500 มก. สำหรับวัยรุ่น แม้ร่างกายเด็กจะฟื้นตัวได้ดีกว่า แต่การสะสมโซเดียมตั้งแต่อายุยังน้อยก็เป็นตัวเร่งให้ไตเสื่อมในระยะยาว ส่วนอีกกลุ่มที่ต้องระวังคือผู้สูงอายุ เพราะร่างกายซ่อมแซมได้ช้าลงและมักมีโรคร่วมหลายอย่าง จึงต้องควบคุมการกินให้ดีกว่าเดิม” พญ.ฉมานันท์ สัจจานนท์ อธิบาย

ปัสสาวะผิดปกติ-กดร่างกายแล้วมีรอยบุ๋ม สัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที

สัญญาณเตือนของโรคไตที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ปัสสาวะมีฟองมากขึ้น ตื่นมาปัสสาวะบ่อยกลางดึก ปัสสาวะออกน้อยลงหรือมีสีผิดปกติ เช่น สีน้ำตาลเข้มคล้ายน้ำปลาและน้ำอัดลม นอกจากนี้หากมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่เมื่อกดบริเวณหน้าแข้งหรือหลังเท้าไว้ 3–5 วินาทีแล้วเกิดรอยบุ๋มไม่คืนรูป รวมถึงอาการบวมรอบดวงตาหรือใบหน้า ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายอาจมีโซเดียมหรือน้ำส่วนเกินสะสมมากเกินไป จึงควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาทันที

ฟอกไต ปลูกถ่ายไต ไม่ใช่ทางเลือกแรก หากตรวจพบโรคไตตั้งแต่ระยะแรกยังรักษาได้

โรคไตจะรักษาตามสาเหตุและระยะของโรค หากตรวจพบค่า eGFR ผิดปกติไม่เกินระยะที่ 3 และไม่ได้ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน ยังสามารถรักษาตามอาการและควบคุมโรค เช่น คุมความดันโลหิตและเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมถึงการปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตเพื่อลดภาระการทำงานของไต แต่ถ้าพบค่า eGFR เข้าสู่ระยะที่ 4-5 อาจต้องเข้าสู่การบำบัดทดแทน เช่น การฟอกไต ซึ่งมีทั้งการฟอกทางเลือดและการล้างไตทางช่องท้อง และในบางรายอาจต้องปลูกถ่ายไตเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติที่สุด

“หลายคนเป็นโรคไตเพราะไม่รู้ว่าอาหารที่กินอยู่ทุกวันมีโซเดียมมากกว่าที่คิด ดังนั้นอยากให้เริ่มลดโซเดียมวิธีง่าย ๆ ด้วยการไม่เติมเครื่องปรุงเพิ่ม ไม่ซดน้ำซุปจนหมด เน้นกินอาหารสดแทนข้าวกล่องหรืออาหารแปรรูป และดื่มน้ำระหว่างวันให้เพียงพอเพื่อช่วยขับโซเดียม ที่สำคัญ อย่าลืมตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะถ้าพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังมีโอกาสรักษาไตให้กลับมาแข็งแรงได้เสมอ” พญ.ฉมานันท์ สัจจานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 20:00 น. โทร. 02-079-0030 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

CAMPARI, โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ และอัลเคมี ไทยแลนด์ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานการกุศล Negroni Week Opening Night

มิสเตอร์อาร์มันโด เดอ เปาลิสม – คัมพารี กรุ๊ป กรรมการผู้จัดการ ตลาดพันธมิตรเอเชีย (กลาง), มิสเตอร์เคลมองต์ ลาร์ – ผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ (คนแรกจากซ้าย) และมิสเตอร์คริสเตียน ฮาร์มสตัน – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม อัลเคมี่ เอเชีย (คนที่ 3 จากซ้าย) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานการกุศล Negroni Week Opening Night สำหรับงาน Negroni Week 2025 ประจำปีครั้งที่ 13 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 ถึง 28 กันยายน พ.ศ. 2568 โดยรายได้จากการจัดงานที่เข้าร่วมกิจกรรม จะนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศล Negroni Week 2025 ถือเป็นงานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมการผสมเครื่องดื่มไปพร้อมกับบาร์และร้านอาหารทั่วโลก    

                              ในงานยังได้รับเกียรติจากบาร์เทนเดอร์ชื่อดังระดับโลกผู้คว้ารางวัลอันดับ 1 จาก The World’s 50 Best Bars ถึง 5 ครั้ง “ซิโมเน่ คาโปราเล” มาเป็นบาร์เทนเดอร์รับเชิญพิเศษ ณ Caleō  (คาเลโอ) ในวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568  ที่ผ่านมา โดยรายได้จากการระดมทุนจะมอบให้      กับองค์กรการกุศล Slow Food. ในปี 2024 ที่ผ่านมา มีบาร์และร้านอาหารมากกว่า 13,000 แห่งในเกือบ 90 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม Negroni Week และสามารถระดมทุนรวมกว่า 600,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำไปสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมจำนวน 24 คน และโครงการชุมชน 17 แห่งทั่วโลก สำหรับ Negroni Week 2025 กองทุน Negroni Week จะยังคงดำเนินการผ่าน Slow Food เพื่อนำไปใช้สนับสนุนชุมชนด้านการบริการโดยตรง ช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชีวภาพ ส่งเสริมการศึกษาเรื่องอาหารและเครื่องดื่มผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างความเท่าเทียมและคุณภาพชีวิตที่ดี

อิมแพ็คฯ ชวนเหล่าเพื่อนรักสัตว์เลี้ยงเช็กอิน จัดศึก “นักรบหางยาว”

ลงสนามประลองความเร็ว พรีอีเวนท์สุดคึกคัก อุ่นเครื่องก่อนงานใหญ่ Pet Variety 2025

วันหยุดที่ผ่านมา พื้นที่ ชาน แอท ดิ อเวนิว แจ้งวัฒนะ กลายเป็นจุดนัดพบของเหล่า  เพื่อนรักต่างสายพันธุ์ ที่ควงคู่มากับคุณพ่อคุณแม่ ออกมาใช้เวลาร่วมกันอย่างคึกคักในบรรยากาศอบอุ่นภายใต้ธีม “ANNYEONG เพื่อนรัก…นัด Check In” งานนี้เต็มไปด้วยสีสัน ทั้งเสียงหัวเราะ ความน่ารัก และกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ ไฮไลท์ที่เรียกเสียงฮือฮาและสะกดสายตาที่สุดคือการแข่งขัน “Come Here Baby” กับการวิ่งแข่งของ มอนิเตอร์ลิซาร์ด หรือที่หลายคนคุ้นกันว่า “ตัวเงินตัวทอง” ที่พร้อมใจกันลงสนาม สร้างโมเมนต์ทั้งขำ ทั้งเอ็นดูให้แฟนสัตว์เลี้ยงได้ปรบมือเชียร์กันสนั่น  พร้อมด้วยกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย งานนี้ถือเป็นการเรียกน้ำย่อยความสนุก ก่อนถึงงานใหญ่ SmartHeart presents Thailand Pet Variety Exhibition 2025 ที่เตรียมจัดขึ้นใน วันพฤหัสบดี ที่ 9 – วันอาทิตย์ ที่12 ตุลาคม 2568 ณ อาคาร 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.

ไฮไลท์การแข่งขันสุดคึกคัก

เสียงเฮดังสนั่นทันทีที่เปิดสนาม Come Here Baby กิจกรรมที่ทำเอาผู้ชมทั้งงานต้องเบิกตากว้าง  เมื่อผู้เข้าแข่งขันที่พากันวิ่งลงสนามคือ มอนิเตอร์ลิซาร์ด หรือที่หลายคนคุ้นชื่อว่า “ตัวเงินตัวทอง” เหล่าเพื่อนรักสายเลื้อยที่พร้อมใจกันออกวิ่งสุดแรงเกิด แม้จะดูยึกยัก แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ ทุกก้าวที่เคลื่อนไปข้างหน้าทำเอาคนดูทั้งขำ ทั้งเอ็นดู พร้อมส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจไม่ขาดปาก กลายเป็นหนึ่งในโมเมนต์ไฮไลท์ที่ใครได้อยู่ตรงนั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่ารักเกินต้าน!

อีกหนึ่งกิจกรรมที่เรียกเสียงหัวเราะและความประทับใจจากผู้ร่วมงานคือ คู่แข่งต่างสายพันธุ์ในตำนาน “กระต่ายปะทะเต่า” ที่ถูกยกจากนิทานคลาสสิกมาโลดแล่นบนสนามจริง กระต่ายตัวจิ๋ววิ่งปรู๊ดปร๊าดสวนทางกับเต่าที่ค่อย ๆ เดินอย่างมั่นคง เสียงหัวเราะดังขึ้นทุกครั้งที่เห็นภาพความต่างสุดขั้วที่ลงตัวอย่างน่าเอ็นดู  ที่สำคัญคือผลการแข่งขันไม่ได้มีใครแพ้ใครชนะขาด เพราะแต่ละรอบต่างผลัดกันคว้าชัย สร้างสีสันแบบ ไม่มีใครน้อยหน้าใคร กลายเป็นเวทีแห่งความสุขที่ทุกคนปรบมือให้ทั้งกระต่ายและเต่าอย่างเท่าเทียม ความสนุกยัง

ต่อเนื่องกับการประกวดสุดครีเอตทั้ง หมาเลียไวได้ใจโอปป้า และ แมวเลียแดนกิมจิ ที่เหล่าเพื่อนรักสี่ขาต่างแต่งตัวจัดเต็มในสไตล์เกาหลี พร้อมโชว์ความน่ารักและแข่งขันกินขนมกันอย่างสนุกสนาน  จนผู้ชมอดยิ้มตามไม่ได้ งานนี้บอกได้คำเดียวว่า สนุกจนลืมเวลา!

เวิร์กช็อปสุดฟินสายเกาหลี

เวทีความสนุกไม่ได้หยุดอยู่แค่การแข่งขัน แต่ยังต่อเนื่องด้วยกิจกรรมเวิร์กช็อปที่ทำเอาทั้งครอบครัวและสายมูต้องยิ้มแก้มปริ เริ่มตั้งแต่การทำ เครื่องรางนำโชคสไตล์เกาหลี ที่ครั้งนี้ไม่เพียงให้คุณพ่อคุณแม่ผู้เลี้ยงพกติดตัวไว้เป็นขวัญกำลังใจ แต่ยังเปิดโอกาสให้ ลูก ๆ สัตว์เลี้ยง ได้มีเครื่องรางคู่ใจของตัวเอง  ตามมาด้วย Love Key Ceremony ฉบับนัมซานทาวเวอร์ ที่ชวนครอบครัวมาทำกุญแจแห่งรักคู่กับสัตว์เลี้ยง เหมือนสัญลักษณ์แห่งความผูกพันที่ไม่มีวันขาดหาย และปิดท้ายด้วยความสนุกแบบหวาน ๆ อย่าง  ทำเจลลี่สำหรับสัตว์เลี้ยง ที่ทั้งเจ้าของและลูก ๆ ได้ลงมือเพ้นท์ถ้วยเจลลี่ด้วยกัน ก่อนจะส่งต่อความสุขให้เพื่อนรัก ลูกรักได้ลิ้มลองจริง ๆ

ภายในงานยังอบอวลไปด้วยความน่ารักของเหล่าสัตว์เลี้ยงหลากหลายสายพันธุ์ที่พากันมาร่วมสร้างสีสัน ไม่ว่าจะเป็นงู กระต่าย มอนิเตอร์ลิซาร์ด นกแก้วมาคอว์ น้องหมา น้องแมว เต่า และอีกมากมาย ทุกตัวต่างควงคู่มากับคุณพ่อคุณแม่ผู้เลี้ยง เพื่อใช้เวลาวันหยุดสุดสัปดาห์ร่วมกันอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน

และทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงบรรยากาศเรียกน้ำย่อยเท่านั้น เพราะของจริงกำลังจะเกิดขึ้นในงาน SmartHeart presents Thailand Pet Variety Exhibition 2025  ครั้งที่ 15 ระหว่างวันพฤหัสบดี ที่ 9 – วันอาทิตย์ ที่12 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคาร 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  มหกรรมที่รวบรวมสัตว์เลี้ยงทุกสายพันธุ์ไว้ในงานเดียว อัดแน่นด้วยการประกวดสุดครีเอต โซนสัตว์หายาก และกิจกรรมอีกมากมายที่คุณไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นกับตา อย่าลืมจดลงปฏิทิน แล้วไปสัมผัสความว้าวด้วยตัวเอง

“น้ำดื่มไม่สะอาด” ภัยเงียบใกล้ตัว

รู้หรือเปล่าว่าน้ำใส ๆ ที่เราดื่มกันอยู่ทุกวัน แม้จะดูสะอาดมากพอ แต่อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นแฝงอยู่ โดยข้อมูลจากกรมอนามัย ปี 2565 ระบุว่า น้ำบริโภคที่สุ่มตรวจทั่วประเทศกว่า 50% พบ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย และอีกกว่า 30% พบเชื้อ E. coli ซึ่งล้วนเป็นสิ่งปนเปื้อนที่กระทบต่อสุขภาพ สะท้อนถึงปัญหาคุณภาพน้ำที่ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในแหล่งน้ำที่คนส่วนใหญ่ใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นน้ำบ่อ น้ำฝน หรือน้ำประปาบางพื้นที่ ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อหรือกรองอย่างเหมาะสมก่อนนำมาดื่ม ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมา ทั้งท้องร่วง อาเจียน หรืออาจสะสมในร่างกายจนกลายเป็นโรคร้ายในระยะยาว เพื่อให้เข้าใจถึงความอันตรายของการดื่มน้ำไม่สะอาด วันนี้ พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.วิมุต จะพาไปสำรวจทุกแง่มุมที่ทำให้เราดื่มน้ำได้อย่างปลอดภัยมากกว่าเดิม

น้ำดื่มที่ไม่สะอาดเป็นแบบไหน

น้ำดื่มไม่สะอาด คือ น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งอาจพบได้จากทุกแหล่งน้ำที่นิยมนำมาบริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำบรรจุขวด น้ำบ่อ น้ำฝน น้ำประปา ไปจนถึงน้ำที่กรองด้วยอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่สะอาด ทำให้น้ำเหล่านี้อาจมีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต ที่แฝงตัวอยู่ในน้ำและมองไม่เห็นด้วยตา นอกจากนี้ยังอาจปนเปื้อนสารเคมีจำพวกโลหะหนัก ซึ่งส่วนมากมักปนเปื้อนมาจากสิ่งแวดล้อมหรือภาชนะที่ใช้เก็บน้ำ พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “หนึ่งในสิ่งที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพของน้ำคือ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งมักใช้เป็นตัวชี้วัดว่าน้ำสะอาดหรือไม่ เพราะหากพบโคลิฟอร์มในน้ำ แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นอาจปนเปื้อนของเสียจากอุจจาระ และอาจนำมาพร้อมกับเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอันตราย”

อันตรายของการดื่มน้ำไม่สะอาด นานไปอาจก่อมะเร็ง!

การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในระยะสั้นมักเกิดจากการได้รับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำ เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและอี แบคทีเรียอหิวา แบคทีเรียไทฟอยด์ แบคทีเรียบิดไม่มีตัว และแบคทีเรียแกรมลบอื่น ๆ หรือโปรโตซัวจำพวกอะมีบา ซึ่งมักทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวและตาเหลือง และมีไข้ ส่วนในระยะยาวมักเกิดจากการได้รับสารเคมีที่ตกค้างในน้ำ เช่น ตะกั่ว สารหนู และสารเคมีตลอดกาลในกลุ่ม PFAS ซึ่งสามารถสะสมในร่างกายได้เป็นเวลานาน ส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง มะเร็งไต มะเร็งเต้านม และมะเร็งอัณฑะ“กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังให้ดีคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากร่างกายของกลุ่มเหล่านี้มักไม่สามารถต้านเชื้อโรคได้อย่างเต็มที่ เด็กอาจสูญเสียน้ำจากอาการท้องเสียได้เร็ว ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่ฟื้นตัวยากกว่า” พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบาย

ส่องวิธีเตรียมน้ำดื่มให้สะอาด เพราะแค่ “ใส” อาจไม่ปลอดภัย

การหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด เริ่มต้นจากความเข้าใจ “น้ำใส” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย” เสมอไป เพราะอาจยังมีเชื้อโรคหรือสารเคมีที่มองไม่เห็นปนเปื้อนอยู่ โดยหากเลือกใช้น้ำจากแหล่งทั่วไป เช่น น้ำประปา น้ำบ่อ หรือน้ำฝน ต้องเลือกน้ำที่ใส ไม่ขุ่น ไม่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ และเก็บในภาชนะที่สะอาด ปิดมิดชิด จากนั้นควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม เช่น ต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที เพื่อกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และปรสิต หรือเลือกใช้เครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ Reverse Osmosis (RO) หรือ ระบบแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งสามารถกรองเชื้อโรคและโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ พญ.สาวินี จิริยะสิน แนะนำเพิ่มเติมว่า “สำหรับน้ำดื่มบรรจุขวดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อมาแล้วก็ต้องเลือกให้ดีเช่นกัน โดยเช็กดูวันผลิต วันหมดอายุ และเลือกผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีฉลากรับรองจาก อย. อย่างชัดเจน รวมถึงไม่ควรนำขวดพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง เพราะอาจเสื่อมสภาพและปล่อยสารเคมีออกมาปนเปื้อนในน้ำได้”

“การเลือกน้ำดื่มที่สะอาดดูเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วคือรากฐานของสุขภาพที่ดีในทุกวัน เพราะเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนเล็กน้อยในน้ำก็อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นเราควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำที่มั่นใจว่าสะอาด และนำมาผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อให้ดีก่อนจะดื่มทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทุกแก้วที่เราดื่มนั้นปลอดภัยจริง ๆ” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

Scroll To Top