web analytics
SIAMNEWSDAY

ส่องไฮไลท์! The First Miracle Flower Castle ทำไมต้องไปเช็กอิน ปราสาทดอกไม้แห่งม่อนแจ่ม

The First Miracle Flower Castle ไม่ได้เป็นเพียงสวนดอกไม้ธรรมดา แต่ถูกออกแบบให้เป็น “ปราสาทดอกไม้” ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและสร้างสรรค์ที่สุดแห่งหนึ่งบน ม่อนแจ่ม นี่คือสุดยอดไฮไลท์และจุดเด่นที่คุณไม่ควรพลาด

สถาปัตยกรรมดอกไม้ที่ไม่เหมือนใคร (Miracle Castle)

ปราสาทดอกไม้จริง  นี่คือจุดขายหลัก! ตัวปราสาทถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดที่ว่า “ใช้ดอกไม้ทั้งหมด” มาประดับตกแต่งโครงสร้างอย่างวิจิตรบรรจง ไม่ใช่แค่การปลูกดอกไม้รอบอาคาร แต่เป็นการสร้างงานสถาปัตยกรรมที่ใช้ดอกไม้เป็นองค์ประกอบหลัก ทำให้เกิดเป็นอาคารที่มีชีวิตชีวาและมีสีสันสวยงามตระการตาในทุกรายละเอียด

ความเหมือนที่แตกต่าง  แตกต่างจากฟาร์มดอกไม้ทั่วไป เพราะที่นี่นำเสนอความงามของมวลดอกไม้ในรูปแบบที่หรูหราอลังการคล้ายอยู่ใน โลกเทพนิยาย หรือพระราชวังในยุโรป

ทุ่งดอกไม้บานสะพรั่งเต็มพื้นที่ (Vibrant Flower Fields)

ดอกไม้หลากสีสันแน่นขนัด ด้วยการดูแลอย่างพิถีพิถัน ดอกไม้เมืองหนาวและไม้ประดับนานาชนิดกำลัง เริ่มออกดอกอย่างหนาแน่น ในพื้นที่โดยรอบ ทำให้ได้ทัศนียภาพของทุ่งดอกไม้ที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส เป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับการถ่ายรูป

วิวหลักล้านกลางขุนเขา สถานที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบนดอยม่อนแจ่ม ทำให้คุณสามารถมองเห็น วิวทิวทัศน์ของขุนเขา และสายหมอก (ในช่วงเช้าหรือหลังฝนตก) ตัดกับสีสันของดอกไม้ เป็นองค์ประกอบภาพที่หาไม่ได้จากที่อื่น

มุมถ่ายรูปสุดปังระดับอินเตอร์ (Must-Snap Photo Spots)

ถ่ายรูปฟีลลิ่งเจ้าหญิง/เจ้าชาย ด้วยฉากหลังที่เป็นปราสาทสุดอลังการและมวลดอกไม้ที่ประดับประดาอย่างสวยงาม ทำให้ทุกมุมกลายเป็น มุมถ่ายรูปสุดปัง ที่ให้บรรยากาศหรูหรา โรแมนติก และดูแพง

ไม่ต้องไปถึงยุโรป: ตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากได้ภาพถ่ายสไตล์สวนดอกไม้เมืองนอก แต่ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไกล เพราะที่นี่จำลองบรรยากาศมาให้คุณได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

บริการครบครันเพื่อการพักผ่อน (Complete Amenities)

คาเฟ่/ร้านอาหารวิวดี ภายในปราสาทมีบริการ เครื่องดื่ม กาแฟหอมกรุ่น ขนมอร่อย และอาหาร ไว้คอยบริการ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถใช้สิทธิ์ส่วนลดค่าเข้าชม (สำหรับผู้ใหญ่และชาวต่างชาติ) แลกรับส่วนลดเครื่องดื่มได้อีกด้วย ทำให้คุณสามารถนั่งจิบกาแฟ ชมวิวหลักล้านได้แบบชิล ๆ

The First Miracle Flower Castle คือการรวมเอาความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมเข้ากับความงามตามธรรมชาติของม่อนแจ่มได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นแลนด์มาร์คที่มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวและการถ่ายภาพที่ไม่ซ้ำใครอย่างแท้จริง ถ้าไม่แวะมาถ่ายรูปอัปเดตโซเชียล ถือว่ามาไม่ถึงม่อนแจ่ม!

มาใช้เวลาพักผ่อนสุดชิล ดื่มด่ำบรรยากาศดีๆ พร้อมวิวสุดปังบน ม่อนแจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยเปิดให้คุณได้มาสัมผัสความสุขในบรรยากาศสบายๆ วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เปิดตั้งแต่ 08.00 น. – 17.30 น. วันศุกร์ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 07.30 น. – 18.00 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 120 บาท ส่วนลดเครื่องดื่ม 20 บาท/รายการ เด็ก 60 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท ส่วนลดเครื่องดื่ม 20 บาท/รายการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 084-5689797 พิกัดความสุข: ม่อนแจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โลเคชั่นนำทาง https://maps.app.goo.gl/p3kACUTqG4fi8aYp6

#แลนมารค์แห่งใหม่ #ปราสาทดอกไม้ #ปราสาทดอกไม้ม่อนแจ่ม #เชียงใหม่ #ม่อนแจ่ม #ดอกไม้เชียงใหม่

#เที่ยวเชียงใหม่ #เที่ยวทั่วไทย #เที่ยวทั่วไทยไม่ไปไม่รู้ #เที่ยวธรรมชาติ

“FrenchW(เฟรนช์ดั๊บ)” ลุยต่อ! เปิดเทศกาล “SW1 Oktoberfest”ชวมดื่มด่ำบรรยากาศ Night Life Bangkok X Oktoberfest ครั้งแรกใจกลางสุขุมวิท!!

หลังจากผันตัวมาลุยงานเบื้องหลังเต็มตัว ศิลปินหนุ่มมากความสามารถ เฟรนช์-สหรัฐ วงศ์อนันต์ชัย หรือ FrenchW (เฟรนช์ดั๊บ) ในฐานะ CEO บริษัท Black Penguin (แบล็คเพนกวิน) ผู้จัดอีเว้นท์แนวคิดใหม่และสร้างสรรค์ ได้ฝากผลงานใหญ่ Snow Ville Festival เทศกาลดนตรีหมู่บ้านหิมะกลางกรุงเทพฯ ให้แฟน ๆ ได้ดื่มด่ำความอบอุ่นท่ามกลางค่ำคืนแห่งเสียงเพลงเมื่อปลายปี 2567  ปีนี้พร้อมพาแฟนๆ เปิดประสบการณ์ใหม่กับ SW1 Market” ตลาดกลางแจ้งใจกลางสุขุมวิท ติดกับบีทีเอสอโศก ที่เปิดมาช่วงเดือนพฤษภาคมและกลายเป็นไวรัลดังอย่างรวดเร็ว โดยการให้พ่อค้าแม่ค้าเข้ามาขายของฟรี จนเดินทางมาถึงเดือนตุลาคมกับเทศกาลดื่มกินกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดและสนุกที่สุดในสุขุมวิทกับ SW1 Oktoberfest เตรียมสัมผัสรสชาติความมันแบบ Thai Fusion Oktoberfest ไม่เหมือนใคร!

ได้ตั้งแต่วันนี้ – 2 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16:00 – 00:00 น. ณ ตลาด SW1 Market  สุขุมวิท 12 ไฮไลต์งาน “SW1 Oktoberfest”  จะพาคุณก้าวสู่ค่ำคืนกรุงเทพฯ มิติใหม่ ในธีม Night Life Bangkok x Oktoberfest ผสมผสานเสน่ห์ ไทยสตรีทอาร์ต เข้ากับความสนุกแบบท้องถิ่น ตั้งแต่ป้ายไฟร้านอาหาร เสียงดนตรีจากรถตุ๊กตุ๊ก ไปจนถึงแสงสีและกลิ่นอายสตรีทสุดมีเสน่ห์ พบกับประสบการณ์เฉลิมฉลองที่ครบทุกอรรถรส

 • สนุกแบบคนท้องถิ่น – ชิมอาหาร สตรีทอาร์ต เครื่องดื่มกว่า 40 แบรนด์และกิจกรรมกลางคืนในสไตล์กรุงเทพฯ

 • Outdoor Vibes – ตลาดกลางแจ้งแห่งเดียวใจกลางสุขุมวิท

 • ใช้ชีวิตมีสไตล์ – เพลิดเพลินแสง สี เสียง และความบันเทิงตลอดคืน

 • พบเพื่อนใหม่ & ความบันเทิง – สร้างคอนเนคชั่นใหม่ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสุดชิค

ในงาน คุณจะได้ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นและนานาชาติ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ ฟังดนตรีสด พร้อมกิจกรรมครีเอทีฟที่มีเฉพาะในตลาดกลางคืนสไตล์ SW1

ห้ามพลาด!! งานเดียวที่จะพาคุณดื่มด่ำบรรยากาศกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน แบบครบทุกมิติ มาแล้วคุณจะได้ทั้งความอร่อย ความสนุก และเพื่อนใหม่อีกเพียบ!

“ไมค์ พิรัชต์” จับธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น Fine Dining ชวนเปิดโลกใต้พิภพ ที่ “Mazu BKK”

กระแสความตื่นเต้นในโลกไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ กำลังถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “Mazu BKK” Underworld Fine Dining & Bar ร้านอาหารสไตล์ Japanese Fusion สุดลึกลับและหรูหรา ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ บนทำเลเลียบทางด่วนรามอินทรา กับคอนเซ็ปต์ที่ไม่เหมือนใครในประเทศไทย ในการพาลูกค้าดำดิ่งสู่ โลกใต้พิภพ ผ่านศิลปะการปรุงอาหารและการเล่าเรื่องราวผ่านรสชาติ ภายใต้การดำเนินงานของ ไมค์ – พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล ซึ่งผันตัวเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร ที่สายกินต้องเช็กอิน

ก้าวแรกที่เข้าสู่ “Mazu” เหมือนหลุดเข้าไปใน Underworld ที่ทั้งน่าค้นหาและเต็มไปด้วยมนตร์ขลัง บรรยากาศถูกออกแบบด้วยโทนสีดำสุดดาร์ค ผสานแสงเงาอย่างมีชั้นเชิง ทุกดีเทลถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นทุกประสาทสัมผัส ตั้งแต่แสงไฟ ไปจนถึงการเสิร์ฟเมนู ที่เปรียบเสมือน พิธีกรรมแห่งรสชาติ

โดยคอนเซ็ปต์นี้มาจากแนวคิดว่า อาหารที่ดีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเภทเดียว แต่คือการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสด เนื้อเกรดพรีเมียม และวัตถุดิบตามฤดูกาล นำมารังสรรค์ด้วยเทคนิค Fusion Contemporary ผสมผสานความเป็นสากลและความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย จนออกมาเป็นอาหารในแต่ละจาน กับเมนู 2 คอร์ส ได้แก่ “Dawnlight Journey” (3,900++) และ “Ritual of Shadows” (5,900++)

สำหรับ “Ritual of Shadows” คือการเดินทางที่เริ่มต้นด้วย Floating Black Moon และ Yuzu Infusion เปรียบเหมือนก้าวแรกสู่โลกมืด ก่อนพาไปพบกับเมนูสุดตื่นตาอย่าง Ocean & Earth Harmony, Eye of the Dragon, Kuro Kani Obsidian จนถึงเมนคอร์สที่ลูกค้าเลือกได้ระหว่าง Japanese A5 Wagyu, Australian Lamb Ribs หรือ Canadian Lobster และปิดท้ายด้วย Dessert Trilogy ที่ทั้งงดงามและลึกลับในคราวเดียว

ไมค์ – พิรัชต์ นิธิไพศาลกุลเจ้าของร้าน “Mazu BKK” เผยว่า ผมอยากให้ Mazu ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่เป็นประสบการณ์ที่พาลูกค้าหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง ผ่านทุกประสาทสัมผัส ทั้งรสชาติ การจัดจาน บรรยากาศ และเสียงเพลง ทุกจานที่นี่ถูกออกแบบให้มีเรื่องราว และอยากให้ทุกคนที่ก้าวเข้ามารู้สึกว่า นี่ไม่ใช่แค่มื้ออาหาร แต่มันคือการเดินทาง คือศิลปะที่สามารถเล่าเรื่อง ถ่ายทอดความคิด ความทรงจำ และความรู้สึกได้ ซึ่ง Mazu ได้ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาผ่านเมนูที่ทีมเชฟและผมตั้งใจสร้างขึ้นทุกขั้นตอน

ผมอยากให้ทุกคนที่มา Mazu รู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมแห่งรสชาติ ที่ค่อยๆเปิดประสบการณ์ใหม่ในทุกคำที่ลิ้มลอง ตั้งแต่จานแรกจนถึงของหวาน ไม่ว่าจะมาเป็นคู่ เป็นครอบครัว หรือเป็นกลุ่มเพื่อน ก็จะได้เจอช่วงเวลาที่ไม่เหมือนที่ไหน และหวังว่า Mazu จะเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนได้เชื่อมต่อกัน ผ่านการกินและการใช้เวลาอย่างมีคุณค่าไปพร้อมกันครับ

“Mazu BKK” พร้อมแล้วที่จะเป็นจุดเช็กอินใหม่ของสาย Fine Dining และกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำหรับคนที่รักการแสวงหาประสบการณ์การกินใหม่ๆที่ไม่เหมือนใคร ทั้งสำหรับนักชิมชาวไทยที่อยากสัมผัสความแตกต่าง และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังมองหาปลายทางใหม่ในการลิ้มรสอาหารสุดพิเศษในกรุงเทพฯ นี่คือ Fine Dining สีดำแห่งแรกในไทยที่ผสมผสานความดั้งเดิมของวัตถุดิบญี่ปุ่นเข้ากับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างงดงาม ผ่านรอบ Dinner คือเวลา 17.00 น. และ 19.30 น. (ปิดทุกวันจันทร์) 

Facebook: Mazu BKK

Instagram: @mazu.bkk

เว็บไซต์: www.mazubkk.com 

“เปิดโลกไทดำ สืบสานตำนานวัฒนธรรมท่าฉนวน” สุโขทัยคึกคัก กิน เล่น เต้น ครบ!!

 จังหวัดสุโขทัยสุดคึกคักกับงาน “เปิดโลกไทดำ นำสู่วัฒนธรรม ท่าฉนวน @สุโขทัย” ณ ศูนย์ศึกษาไทดำบ้านนำเรื่อง ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ นักท่องเที่ยวแห่ร่วมงานคับคั่งเพื่อสัมผัสวิถีชุมชนโบราณ ชิมอาหารพื้นบ้าน รำวงสุดสนุก และเพลิดเพลินกับดนตรีจัดเต็ม ตอกย้ำเสน่ห์วัฒนธรรมไทย และขานรับนโยบายรัฐบาลในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

 โดยพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ได้รับเกียรติจาก นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนางสุภาวิณี นวลหงษ์ นายอำเภอกงไกรลาศ กล่าวรายงาน, นายเจษฎา สระทองแร่ ประธานไทดำภาคเหนือ, นายคำพัน อั่นลาวัน เอกอัครราชทูตแห่งสปป.ลาว ประจำประเทศไทย และนายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ส.ส.สุโขทัย เขต 2 ท่ามกลางนักท่องเที่ยวร่วมงานอย่างคับ ในงาน “เปิดโลกไทดำ นำสู่วัฒนธรรม ท่าฉนวน @สุโขทัย” ที่ศูนย์ศึกษาไทดำบ้านนำเรื่อง ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันก่อน

 ไฮไลต์กิจกรรมงานครั้งนี้สะท้อนอัตลักษณ์ความงดงามของชาวไทดำไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่นิทรรศการ “วิถีไทดำ” และบูธสินค้าท้องถิ่นชิมเมนูโบราณหาทานยาก เช่น ปลาปิ้งต๊บ, ปลาต๊ง, กบโอ๋, จุ๊ปผัก และข้าวเม่าคลุก กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ “กินข้าววง” ร่วมโต๊ะอาหารกับชาวบ้าน สร้างความอบอุ่นและประทับใจ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านรำโชว์จากแม่บ้านหมู่ 5 และหมู่ 12, การแสดงจากโรงเรียนบ้านนำเรื่อง และโรงเรียนวัดเกาะแก้ว, การรำแคนย่าง และนาฏภูษาไทดำวังหยวก การละเล่นและรำวงพื้นบ้าน เชิญนักท่องเที่ยวร่วมเต้นกับชาวไทดำแบบสนุกสนาน ปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตมันส์ๆ จากศิลปินชื่อดัง “อาร์ วงระเบียบศิลป์” และ “วงเดอะโซ่ง”

 สำหรับความร่วมมือและการสนับสนุนงานครั้งนี้ เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งจังหวัดสุโขทัย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, องค์การบริหารส่วนตำบลท่าฉนวน, อำเภอกงไกรลาศ, ประธานกลุ่มไทดำแต่ละจังหวัด, ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน และภาคเอกชนอย่าง บริษัท ไอ-แคนนาบิซ จำกัด

  งาน “เปิดโลกไทดำ นำสู่วัฒนธรรม ท่าฉนวน” ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมโบราณให้คงอยู่ แต่ยังเป็นเวทีเชื่อมโยงชุมชน นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง

“สารทเดือนสิบ” จากพิธีบุญ สู่เทศกาลสายมู ที่ทั้งขลังและคูล

ประเพณีสารทเดือนสิบ:  ศรัทธาที่ผูกพันลูกหลานชาวนครฯ

ประเพณีสารทเดือนสิบ นับว่าเป็นประเพณีสำคัญของชาวนครศรีธรรมราช ในทุกปี ลูกหลานชาวนครฯ ที่กระจัด กระจายกันไปจะได้หลบบ้าน(กลับบ้าน) เพื่อมารวมตัวกันเป็นส่วนหนึ่งของงานบุญประจำถิ่นที่จัดขึ้นปีละครั้ง ความสำคัญของประเพณีดังกล่าว ไม่ได้มีเพียงการเข้าวัดทำบุญทั่วไป หากแต่ยังได้ระลึกและอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับ ไปแล้ว เป็นการกลับไปเพื่อแสดงออกถึงความกตัญญู และสัมผัสความอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดคนใต้

ตามความเชื่อแต่โบราณ วันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ คือวันเริ่มต้นของประเพณี วันนี้ถือเป็นวัน “รับตายาย” โดยเชื่อว่า ประตูสู่ปรโลกจะเปิดออกเพื่อให้ดวงวิญญาณของ บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ สามารถกลับมาเยี่ยมเยือนลูกหลานได้ ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงร่วมไปทำบุญที่วัดเพื่อเป็นการต้อนรับบรรพบุรุษของตน บางแห่งจะเรียกวันนี้ว่า “วันหมฺรับเล็ก” และเรียกวันส่งตายายใน วันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ว่า “วันหมฺรับใหญ่” ซึ่งจะมีการจัดเตรียมอาหาร ขนมและข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ที่เรียกว่า “หมฺรับ” หรือ “สำรับ” อันมีลักษณะคล้ายเจดีย์ เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ บรรพชนและ เชื่อว่าหากตายายได้รับส่วนบุญก็จะอิ่มท้องและให้พรกลับมาเป็นสิริมงคล

ขบวนแห่หมฺรับ: วิถีบุญที่เชื่อมคนทั้งชุมชน

ทั้งนี้ ก่อนจะถึงวันส่งตายาย จะมี “พิธีแห่หมฺรับ” หรือขบวนแห่สำรับอาหารสำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งปีนี้จะตรงกับ วันที่ 21 กันยายน ชาวบ้านทุกหมู่เหล่าจะร่วมตั้งขบวนกันอย่างคึกคัก แห่หมฺรับไปตามเส้นทางด้วยบรรยากาศครื้นเครง มีการประกวดหมฺรับสวยงาม ก่อนจะนำไปจัดวางที่วัดเพื่อประกอบพิธีในวันหมฺรับใหญ่

พิธีชิงเปรต : ความครื้นเครง และความมงคล

เมื่อถึงวันสุดท้ายของเทศกาล หรือวันส่งตายาย ชาวพุทธโดยรอบก็จะมารวมตัวกันที่วัดเพื่อทำบุญใหญ่ ระกอบพิธี สำคัญทางศาสนา มีการทำบุญให้เปรต และนับว่าเป็นวันพิเศษของลูกหลานเชื้อสายคนใต้ โดยกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ คงหนีไม่พ้น “ประเพณีชิงเปรต” เมื่อประกอบพิธีกรรมเสร็จสิ้น อาหารและของเซ่นไหว้จากชาวบ้านที่ วางไว้บน นั่งร้านเปรต จะมีผู้คนมารุมล้อมเพื่อแย่งชิง กันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือเด็ก ก็ต่างพากันกรูเข้ามาหยิบคว้า ของเซ่นไหว้เหล่านี้ โดยเชื่อว่า หากผู้ใดที่ได้ทาน ของเหลือจากเปรต จะถือว่าโชคดี เป็นมงคลแก่ชีวิต

นอกเหนือจากกิจกรรมข้างต้นแล้ว ยังมีประเพณีเก่าแก่อย่าง “การขึ้นเสา” หรือปีนเสาไปเพื่อคว้าสิ่งที่อยู่บนยอด คล้ายกับการขึ้นไปคว้าบุญกุศลมาแบ่งปันคนในชุมชน แต่ทว่ามีอุปสรรคคือ เสาทั้งต้นนี้จะถูกทาน้ำมันไว้ ทำให้ลื่น และไม่สามารถจะปีนขึ้นไปโดยง่าย ผู้เข้าร่วมต้องรวมใจสามัคคีกันเพื่อต่อตัวขึ้นไปสู่ยอดเสาจึงจะถือว่าสำเร็จ ประเพณีนี้ถือว่าเป็นการอาศัยความร่วมมือ ประกอบกับแรงเชียร์และเสียงโห่ฮาเอาใจช่วยจากชาวบ้านที่ให้กำลังใจ อยู่โดยรอบ

นครศรีธรรมราช: ดินแดนสายมู แห่งสยาม

อย่างที่ทราบกันว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นดินแดนแห่งสายมูเตลู เนื่องจากมีศูนย์รวมความเชื่อทางจิตวิญญาณ ของหลายสำนัก อาทิ ปรากฏการณ์ไอ้ไข่ ที่ผู้มีจิตศรัทธาทั่วฟ้าเมืองไทยหลั่งไหลมาสักการะบูชากันหนาแน่นตลอดทั้งปี รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสำนักอื่นๆ ที่เรียกได้ว่าเป็น Spiritual Destinations แห่งเมืองนครฯ

ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช จึงร่วมผลักดันอัตลักษณ์ดังกล่าวผ่าน โครงการ “Nakhon Si Must MU Festival x ขนหัวลุก” ที่สุดของเทศกาลศรัทธาและความคูลแห่งเมืองนครศรีธรรมราช

เป็นโครงการที่จะชวนทุกท่านมาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ผสมผสาน ความเชื่อ ความศรัทธา ศิลปะ และความลี้ลับ เข้ากับ “ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย” ภายในงาน “Nakhon Si Must MU Festival x ขนหัวลุก” ระหว่างวันที่ 19 – 22 กันยายน 2568 เวลา 17.00 – 22.00 น. ณ บ้านท่านขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

เทศกาลนี้เกิดจากการนำ “ศรัทธา” ที่สืบทอดมายาวนานของชาวนครฯ มาผสมผสานกับ “ไลฟ์สไตล์” ของคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นงานที่ทั้ง ขลังและคูล พร้อมถ่ายทอดอัตลักษณ์เมืองนครฯ ในมุมมอง Faith × Fashion × Craft ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมสุดพิเศษถึง 7 โซน ไม่ว่าจะเป็น

  • Mu Market สินค้าสายมูสุดคูล
  • Mu Recheck เปิดตำราดวงแบบรู้จริง
  • Mu Talk แชร์ประสบการณ์สายมู จาก Influencer ชื่อดัง
  • โซนขนหัวลุก พาเดินเข้าสู่ตำนานความเชื่อเมืองนคร
  • ศิลปะเล่นเงา (หนังตะลุง) ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านศิลปะเงาและแสง
  • Mu Space พื้นที่ค้นหาไอเท็มเสริมดวงในสไตล์ของคุณ
  • Mu Stage เวทีการแสดงดนตรีไทยประยุกต์ผสานวัฒนธรรม

นอกจากนี้ยังมี ไฮไลต์พิเศษ ที่ห้ามพลาด ได้แก่

  • การเปิดตัวครั้งแรกของ “MUnimal Art Toy – Nakhon Si Thammarat” ของสะสมสายมูลิมิเต็ดที่ซ่อนพลังศรัทธา
  • แฟชั่นคอลแลบสุดพิเศษระหว่าง ททท. นครศรีธรรมราช และ D’Arcy the Designs ที่นำพลังศรัทธามาผสานกับแฟชั่นร่วมสมัย กลายเป็นเสื้อผ้าที่ไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย แต่คือการประกาศตัวตนของสายมูรุ่นใหม่

งานนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนเสน่ห์วัฒนธรรมและความเชื่อของเมืองนครศรีธรรมราช แต่ยังเป็นเวทีที่เชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับ Faith Culture ในรูปแบบที่สดใหม่ ทันสมัย และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ซึ่งนอกจากจะดึงการท่องเที่ยวเข้ามายัง นครศรีธรรมราช ได้มากมายแล้ว ยังทำให้จังหวัดฯ เป็นหนึ่งในเมืองเป้าหมายของการจัดประชุม สัมมนา ภายในประเทศ เป็นอันดับต้นๆ ของไทยอีกด้วย

ไม่เพียงแค่นั้น เพราะในเดือนกันยายนนี้ กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) หอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ผนึกกำลังกับ สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ หรือ ทีเส็บ และร้านอาหารกว่า 30 ร้าน ใน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง พรหมคีรี ขนอม สิชล ท่าศาลา ทุ่งสง และปากพนัง เพื่อร่วมกันรังสรรค์เมนูอาหารสีดำขึ้นมา เป็นพิเศษเฉพาะช่วงเทศกาล โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อเรื่อง “ความขลัง” และ “ความมู” ของจังหวัด “สีดำ” จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความลึกลับและศักดิ์สิทธิ์ที่สอดคล้องกับความเชื่อเรื่องการเดินทางของวิญญาณบรรพ บุรุษในช่วงสารทเดือนสิบ

หัวใจหลักของโครงการคือการใช้ “อาหาร” เป็น Soft Power เพื่อเล่าเรื่องราวของประเพณีนี้ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเมนูใหม่ๆ ที่น่าสนใจ จากร้านอาหารต่างๆ ตัวอย่างเช่น แกงคั่วกรรเชียงปู Black Pearl โรตีชาโคล เป-ตะ ดำสารทปลาย่างถ่านซอสโคลน  MY NAKHON เค้กเบียร์ดำ ข้าวมันโคลนทะเลอ่าวไทย และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากการสร้างสรรค์เมนูพิเศษ ยังสามารถต่อยอดการใช้ร้านอาหารและคาเฟ่ ที่เข้าร่วม โครงการเป็นผู้ให้บริการอาหารและสถานที่รองรับการจัดประชุม สัมมนา ที่ผสานทั้งวัฒนธรรม อาหาร และการเรียนรู้ เชิงสร้างสรรค์ เป็นการเชื่อมโยงประเพณีและวัฒนธรรมเข้ากับธุรกิจ การประชุมและการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ซึ่งจะสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาวได้

ยกระดับเทศกาลสู่ “เมืองหลวงแห่งสายมู”

จากความเชื่อและรสชาติประจำถิ่น สู่เวทีโลก – Powered by TCEB

ทั้งหมดนี้ทำให้เทศกาลสารทเดือนสิบ กลายเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการอนุรักษ์ และการปรับตัว เข้ากับยุคสมัยใหม่ ปีนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญเมื่อหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ต่างร่วมแรงร่วมใจกันเพิ่มมิติใหม่ให้กับงานประเพณี ผ่านการผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี แฟชั่น อาหาร และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

ช่วยยกระดับเทศกาลสารทเดือนสิบ ด้วยการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งผสมผสานทั้งความขลัง ความศรัทธา และความคูลให้มาบรรจบกันเป็นจุดเริ่มต้นของการปักหมุดให้จังหวัดนครศรีธรรมราชก้าวขึ้นมาเป็น “เมืองหลวงแห่งสายมู” ที่สะท้อนทั้งความเชื่อและความศรัทธาของผู้คน พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระตุ้น การเดินทาง และต่อยอด Soft Power ของท้องถิ่นสู่สายตาชาวโลกได้อย่างภาคภูมิใจ  โดยมี ทีเส็บ ภาคใต้เป็นกำลัง สำคัญในการพัฒนาพื้นที่ให้มีความโดนเด่น เติบโต ยั่งยืน และผลักดันให้นครศรีธรรมราชก้าวสู่การเป็นเมือง เทศกาลที่คนทั้งโลกต้องรู้จัก

มหกรรมไหลเรือไฟโลก จังหวัด นครพนม

จังหวัด นครพนม จัดงานมหกรรมไหลเรือไฟโลกและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 ระหว่าง 27 ก.ย.-8 ต.ค. 68 ณ บริเวณศาลากลาง จ.นครพนม

นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธาน พร้อมด้วย นางธนวัน อุ่นเพชรวรากร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม, นางยุวดี มีบุญ วัฒนธรรมจังหวัดนครพนม, นางสาวเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม, นายอนุชิต หงษาดี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม, ายนิวัต เจียวิริยบุญญา นายกเทศมนตรีเมืองนครพนม และ พ.ต.อ.อนุสรณ์ มั่งมี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ร่วมแถลงข่าว บริเวณซุ้มวิถีคนทำเรือไฟอำเภอเมืองนครพนม ริมฝั่งโขง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ในการเตรียมความพร้อมการจัดงานประเพณีไหลเรือไฟและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 ด้านการจัดกิจกรรม, การรักษาความปลอดภัย, การจราจร, สถานที่พัก และการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ที่จะมีขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยือนจังหวัดนครพนม ในช่วงวันออกพรรษา ระหว่างวันที่ 27 กันยายน-8 ตุลาคม 2568

นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า ประเพณีไหลเรือไฟ เป็นประเพณีที่ชาวนครพนมภาคภูมิใจ เพราะบรรพบุรุษได้ยึดถือปฏิบัติมานานตั้งแต่โบราณ โดยมีความเชื่อในประเพณีที่เกี่ยวเนื่องมาจากการบูชารอยพระพุทธบาท, การสักการะท้าวพกาพรหม, การบวงสรวงพระธาตุจุฬามณี และการระลึกถึงพระคุณของพระแม่คงคา, การขอฝน, การเอาไฟเผาความทุกข์ และการบูชารอยพระพุทธบาทขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า งานประเพณีไหลเรือไฟจัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ สื่อถึงความเชื่อที่ยึดถือกันมาอย่างยาวนาน เป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของภาคอีสาน และในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวงานเทศกาลวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต้องมาเยือน

            จังหวัดนครพนม ร่วมกับทุกภาคส่วน กำหนดจัดงานประเพณีไหลเรือไฟและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 ขึ้น ระหว่างวันที่ 27 ก.ย.- 8 ต.ค.68 (12 วัน 12 คืน) ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดนครพนม และบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงเขตเมืองนครพนม โดยในปี 2568 คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณให้กระทรวงวัฒนธรรม บูรณาการร่วมกับจังหวัดนครพนม จัดงานยกระดับเทศกาลเรือไฟไทยสู่เรือไฟโลก เพื่อยกระดับเมืองและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ขับเคลื่อนนครพนมให้เป็น Restination เมืองท่องเที่ยวหลักแห่งการพักผ่อน โดยมีกลยุทธ์ “สร้างโลก” ยกระดับเทศกาลระดับประเทศให้เป็นระดับโลก สร้างการรับรู้เอกลักษณ์ของชุมชนในระดับสากล และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้มาเที่ยวชมประเพณีวัฒนธรรม ที่เป็นเอกลักษณ์อันเก่าแก่ล้ำค่าของจังหวัดนครพนม สร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้

1.  การจัดงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก จังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 เป็นการยกระดับเทศกาลเรือไฟไทย สู่เรือไฟโลก โดยจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายกระจายตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร จากบริเวณโรงเรียน แซนโยแซฟ นครพนม จนถึงบริเวณหน้าวัดพระอินทร์แปลง ชมขบวนเรือไฟบก Nakhon Phanom Illuminated Boat Carnival พร้อมศิลปินดาราคนดังร่วมขบวนอีกมากมายกว่า 900 ชีวิต การแสดงแสง สี เสียง สื่อผสมประกอบม่านน้ำ พลุรักษ์โลก งานประเพณีไหลเรือไฟนครพนม ๑ เดียวในโลก “แสงไฟแห่งศรัทธา” แสดงนำโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงและนักแสดงกว่า 100 คน, งานมหกรรมไม้ไผ่ “จากลำไม้สู่เรือไฟ ๑ เดียวในโลก” ณ สำนักงานเหล่ากาชาดนครพนม พร้อมซุ้มแสดงวิถีชีวิตของ 12 อำเภอ พบการแสดงและจำหน่ายอาหารถิ่น อาหารฟิวชั่นและผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ ผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่นๆ กว่า 40 บูธ พร้อมรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย “ดนตรีไม้ไผ่”  กิจกรรมไหลเรือไฟโบราณ สักการะพระธาตุพนม พิธีรำบูชาพระธาตุพนม นางรำกว่า 600 คน ชมการไหลเรือไฟโบราณจากประเทศไทย สปป.ลาว กว่า 15 ลำ การลอยกะลา (กะโบ๋) กว่า 10,000 ดวง กลางน้ำโขง วันที่ 7-8 ต.ค. 68 ณ วัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร

2. การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน วันที่ 3–6 ต.ค. 68 แบ่ง 4 รุ่น ชิงเงินรางวัลกว่า 570,000 บาท ได้แก่ รุ่น 12 ฝีพาย รุ่น 35 ฝีพาย รุ่น 40 ฝีผาย และรุ่น 55 ฝีพาย โดยมีใน 2568 มีเรือจากทั่วประเทศ และ สปป.ลาว เข้าร่วมแข่งขัน

3. ขบวนอัญเชิญไฟพระฤกษ์ ขบวนแห่ปราสาทผึ้งกว่า 10 ขบวน 7 ต.ค. 68

4. กิจกรรมร้านมัจฉากาชาด ตลาดมหาดไทยชวนชิม จุดเช็คอินสวนดอกไม้และประติมากรรมโคมไฟ ชม ช้อป ชิม ผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP อาหารอร่อยจากร้านดังกว่า 100 บูธ และชมฟรีการแสดงคอนเสิร์ต
หมอลำวงใหญ่ทั้ง 12 วัน ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดนครพนม

5. กิจกรรมเรือไฟโบราณ จำนวน 13 ลำ โดยมีชุมชนต่างๆ มาสาธิตและจำหน่ายเรือไฟโบราณ
ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมอธิฐานขอพร และปล่อยทุกข์ปล่อยโศก สิ่งไม่ดีให้ไหลไปกับสายน้ำ
และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ณ เวทีสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 สาขานครพนมตลอดการจัดงาน 12 วัน โดยในวันที่ 6 ต.ค. 68 จัดให้มีการประกวดธิดาเรือไหลเรือไฟ

จังหวัดนครพนม ร่วมกับทุกภาคส่วน เตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยจัดให้มีสถานที่จอดรถ พร้อมรถรับส่งผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่ดูแลอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยทุกจุด ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบสถานที่จอดรถผ่าน www.เรือไฟ.com ที่สามารถเช็คได้ว่าจุดจอดรถแต่ละที่มีที่ว่างจอดรถได้กี่คัน ซึ่งสามารถเช็คได้แบบเรียลไทม์ และในปีนี้ได้เพิ่มที่จอดรถหลายจุด จังหวัดนครพนมเองได้จัดสถานที่พักชั่วคราวสำหรับนักท่องเที่ยวกางเต็นท์ นอกจากนี้ ได้ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม Media Fam Trip นำสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ สื่อมวลชน อินฟลูเอ็นเซอร์ ลงพื้นที่ดูกระบวนการสร้างเรือไฟนครพนม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้สู่ระดับโลก ภายใต้แนวคิด งานประเพณีไหลเรือไฟนครพนม “แสงไฟแห่งศรัทธา” 1 เดียวในโลก

พิเศษ! ไฮไลท์คือการไหลโชว์เรือไฟเฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ความยาวกว่า 70 เมตร และเรือไฟรักษ์โลก 7 ลำ ความยาวกว่า 20 เมตรจากกลุ่มอำเภอ และเรือแสดงเอกลักษณ์ประเทศจีน ลาว เวียดนาม และเรือไฟจากหน่วยงานทุกวันๆ ละ 9 ลำ โดยจัดให้พิธีเปิดงานมหกรรมไหลเรือไฟโลก 7 ต.ค. 68 (คืนวันออกพรรษา) ชมการแสดงบินโดรนแปลอักษรกว่า 300 และการประกวดเรือไฟขนาดไม่น้อยกว่า 80 เมตร 12 ลำ จาก 12 อำเภอ ชิงเงินรางวัลพร้อมถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

            ในโอกาสนี้ จึงอยากจะเชิญชวนทั้งชาวจังหวัดนครพนม, จังหวัดใกล้เคียง รวมถึง นักท่องเที่ยวทั้ง
ชาวไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมชมงานมหกรรมไหลเรือไฟโลกและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2568 ในระหว่างวันที่ 27 ก.ย.-8 ต.ค. 68 (12 วัน 12 คืน) ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดนครพนม และบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงเขตเมืองนครพนม และอำเภอธาตุพนม จากพลังความเชื่อความศรัทธาสู่ประเพณีอันล้ำค่า ๑ เดียวในโลก…จังหวัดนครพนมยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาเยือนเมือง 3 ที่สุด สู่สุขที่สุด

นครลำปาง: เสน่ห์เหนือกาลเวลา Lampang: The Timeless City

จัดเต็ม! ปรากฏการณ์แสง สี เสียง และสื่อผสม ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความงามเหนือกาลเวลา ในงาน VIJIT @ Lampang ภายใต้คอนเซปต์ นครลำปาง: เสน่ห์เหนือกาลเวลา Lampang: The Timeless City

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดลำปางทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กำหนดจัดงานVIJIT @ Lampang เสน่ห์เหนือกาลเวลา  ภายใต้โครงการ Thailand Festival Experience ในวันที่ 5-14 กันยายน 2568 ณ จังหวัดลำปาง

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดกระแสการเดินทางข้ามภูมิภาคของนักท่องเที่ยวชาวไทย และดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พร้อมทั้งกระตุ้นค่าใช้จ่าย เพิ่มวันพักค้าง ทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ตั้งอยู่ในพื้นที่การจัดกิจกรรมและนำไปสู่การสร้างรายได้หมุนเวียนจากการจัดกิจกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

ททท. ขอเชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์ความงามเหนือกาลเวลา ในงาน VIJIT @ Lampang ภายใต้คอนเซปต์นครลำปาง : เสน่ห์เหนือกาลเวลา Lampang: The Timeless City ที่จะเนรมิตค่ำคืนของนครลำปางให้ส่องสว่างเรืองรองตระการตา ด้วยนวัตกรรมแสง สี เสียง

และสื่อผสมที่ทันสมัย ควบคู่กับการผสมผสานวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้มีความวิจิตรตระการตาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวยามค่ำคืนภายใต้การบริหารจัดการที่สอดคล้องกับแนวคิดท่องเที่ยวใส่ใจสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 5-14 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น. ในสี่ย่านหลักของเมืองลำปาง ประกอบไปด้วย 1 จุดแลนด์มาร์ก และ 12 จุดการแสดง ได้แก่ ย่านใจกลางเขลางค์นคร ย่านสบตุ๋ย ย่านกาดกองต้า และย่านท่ามะโอ รวมถึงร่วมสัมผัสประสบการณ์นั่งรถราง ชมจุดจัดแสดงไฟในเมืองลำปาง 

พื้นที่การแสดงที่ 1 หอนาฬิกา The Rhythm of Lampang : จังหวะของลำปาง

พื้นที่การแสดงที่ 2 บริเวณหน้าหอปูมละกอน The Flow of the Swan : ลำนำหงส์เหนือกาล

พื้นที่การแสดงที่ 3 สวนสาธารณะห้าแยกหอนาฬิกา Heart of Lampang : ดวงใจแห่งลำปาง

พื้นที่การแสดงที่ 4 วัดเชียงราย Chapter of Faith : บทบันทึกแห่งศรัทธา

พื้นที่การแสดงที่ 5 สะพานแขวน (สะพานส้ม) The Crossing of Eternity : ข้ามผ่านกาลนิรันดร์

พื้นที่การแสดงที่ 6 บ้าน 3 สไตล์กาดกองต้า บ้านแม่, อาคารหม่องโง่ยซิ่น และ อาคารเยียนซีไท้ลีกี

พื้นที่การแสดงที่ 7 วัด​เกาะ​วาลุการาม Glimmer of Enlightenment : ประกายแห่งปัญญา

พื้นที่การแสดงที่ 8 บ้านหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ Shadow Forest House : รอยเงาแห่งเรือนป่า

พื้นที่การแสดงที่ 9 พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย (สาขาลำปาง) The Timeless Bank : ธนาคารสะสมกาล

พื้นที่การแสดงที่ 10 สวนรถไฟสะพานดำ นครลำปาง The Locomotive Light : หอประทีปรถจักร

พื้นที่การแสดงที่ 11 สวนรถไฟสะพานดำ นครลำปาง Fire Memory : ไฟแห่งความทรงจำ

พื้นที่การแสดงที่ 12 สวนรถไฟสะพานดำ นครลำปาง Echo of the Hooves : เสียงสะท้อนแห่งกาลเวลา

และ จุดแลนด์มาร์ค Lampang Radiance : ลำปางเรืองรอง ศูนย์รวมแสงสัญลักษณ์แห่งเมืองลำปาง ที่เปล่งประกาย เชื่อมโยงเรื่องราว วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของลำปางให้เรืองรองเหนือกาลเวลา

พร้อมรับชม ความอลังการตระการตาแบบยิ่งใหญ่ จัดเต็ม กับการแสดง Highlight ด้วยนวัตกรรมแสง สี เสียง และสื่อผสมที่ทันสมัย บริเวณจุดแสดงไฟ ถึง 3 จุด ได้แก่ วัดเชียงราย สะพานแขวน (สะพานส้ม) และ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย (สาขาลำปาง) โดยมีรอบการแสดง ถึง 16 รอบ ต่อวัน ต่อจุด ทั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่าตลอดระยะเวลาการจัดงานจะสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 160 ล้านบาท

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอด 10 วัน โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : ททท.สำนักงานลำปาง หรือ Facebook Page : Thailand Festival

#Vijit

#VijitLampang 

#Thailand Festival

 #amazingthailand

 #ThailandFestivalExperience 

เปิดแล้ว! บันยันทรี ภูเก็ต เผยโฉม “RAVA Beach Club”

บีชคลับสุดอลังที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ปักหมุดแลนด์มาร์กริมทะเลแห่งใหม่ที่ต้องเช็กอิน!

บันยันทรี ภูเก็ต เขย่าวงการไลฟ์สไตล์และท่องเที่ยวด้วยการประกาศเปิดให้บริการ RAVA Beach Club บีชคลับสุดอลังการแห่งใหม่ที่จะมายกระดับไลฟ์สไตล์ริมชายหาดด้วยการออกแบบหรูหราทันสมัยกับพื้นที่กว้างขวางที่ทอดยาวตลอดแนวชายฝั่งกว่า 180 เมตร พร้อมครองตำแหน่งบีชคลับที่ยาวที่สุดในประเทศไทย บนทำเลสุดไพรม์ในอาณาจักรลากูน่า ภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางระดับเวิลด์คลาสใจกลางหาดบางเทาอันงดงาม พร้อมเติมเต็มประสบการณ์แห่งการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ RAVA หมายถึงเสียงสะท้อนและการสั่นพ้อง สื่อถึงแนวคิดของบีชคลับแห่งนี้ที่รวมทั้งอาหารชั้นเลิศ การออกแบบสุดตระการตา สิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันหลากหลายเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างประสบการณ์ที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงคลื่นและหาดทรายอันงดงาม

นายสิทธิชัย จิตนาธรรม ผู้จัดการทั่วไป บันยันทรี ภูเก็ต กล่าวว่า “การเปิด RAVA เป็นการตอกย้ำว่าบันยันกรุ๊ปไม่เคยหยุดพัฒนาบริการที่มอบประสบการณ์เหนือระดับอยู่เสมอ เรารังสรรค์บีชคลับแห่งนี้ด้วยการผสานความหรูหรา ไลฟ์สไตล์ริมทะเล และเสน่ห์ของท้องถิ่นไว้อย่างลงตัว เพื่อให้ทุกวันกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ”

จัดเต็ม 3 โซนตอบโจทย์ครบ กิน-ดื่ม-ชิล ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

RAVA Beach Club นำเสนอ 3 โซนเพื่อการพักผ่อนที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เริ่มต้นด้วยโซนไฮไลต์ Young & Fun โดดเด่นด้วยพื้นที่รับประทานอาหารรับวิวชายหาด เตียงอาบแดด พื้นที่นั่งพักผ่อน และสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ 3 แห่ง พร้อมเสิร์ฟอาหารสไตล์แคชชวลไดนิง ค็อกเทล ไวน์ แชมเปญ และเครื่องดื่มพรีเมียม ต่อด้วยโซน Master Grill ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพมาย่างให้ชมกับครัวแบบ Open Kitchen เสิร์ฟเนื้อหลากหลาย รวมถึงเนื้อดรายเอจสุดพิเศษ พร้อมด้วยซีฟู้ดสด ๆ จากทะเล ปิดท้ายด้วยโซนPrestige พื้นที่เลานจ์ส่วนตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับเจ้าของเรสซิเดนซ์ในเครือบันยันกรุ๊ป มาพร้อมห้องรับประทานอาหารในร่ม พื้นที่แยกโซนส่วนตัว สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งล็อกเกอร์เก็บของและห้องอาบน้ำ

นายสจ๊วต เรดดิ้ง กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กลุ่มบริษัทบันยันทรี กล่าวว่า “การเปิด RAVA ช่วยเติมเต็มอาณาจักร Branded Residences ในลากูน่า ภูเก็ต ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำเอกสิทธิ์เหนือระดับของการเป็นเจ้าของโครงการสิทธิพิเศษในการเข้าถึงโซน Prestige ที่มอบทั้งความเป็นส่วนตัว การบริการระดับห้าดาว และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน”

RAVA Beach Club ช่วยต่อยอดจุดแข็งของลากูน่า ภูเก็ต ในฐานะศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ริมทะเลภูเก็ต ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาวันพักผ่อนริมทะเลที่มีคุณค่ากับเพื่อน คนรัก และครอบครัว ทั้งการลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มในบรรยากาศสนุกสนาน เข้าร่วมเวิร์คช็อปเพื่อสุขภาพ หรือสนุกกับดนตรีสดจากศิลปินและโชว์อันน่าตื่นตาตื่นใจยามค่ำคืน

นายพอล วิลสัน กรรมการผู้จัดการลากูน่า ภูเก็ต กล่าวว่า “RAVA จะมาพลิกโฉมประสบการณ์สุดพิเศษของบีชคลับที่หาจากที่อื่นไม่ได้ บันยันกรุ๊ปให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ที่สวยงามที่มอบประสบการณ์ที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมและฟังก์ชันที่รองรับไลฟ์สไตล์หลากหลาย เพื่อให้มั่นใจว่าแขกของเราสามารถมา
รีแล็กซ์และรีชาร์จได้อย่างเต็มที่”

ที่ RAVA Beach Club ผู้มาเยือนจะได้พบกับประสบการณ์ที่ครบครันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้งมื้ออาหารที่น่าประทับใจ ค็อกเทลที่รสชาติเยี่ยม และได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม ทั้งโชว์ดนตรีสด เวิร์คช็อปการรังสรรค์เครื่องดื่ม หรือคลาสศิลปะ นอกจากนี้ยังสามารถช้อปปิ้งที่ร้านบูติกที่คัดสรรแฟชั่นจากดีไซเนอร์ไทยและศิลปินท้องถิ่น ตลอดจนกิจกรรมอีกมากมายที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาสร้างความทรงจำดี ๆ ให้แขกทุกคน

RAVA Beach Club เปิดให้บริการแล้ววันนี้ สายไลฟ์สไตล์ตัวจริงต้องรีบไปเช็กอินด่วน!

การท่องเที่ยวไต้หวันจัดงาน “Taiwan Travel Fair 2025” พร้อมสิทธิพิเศษและของที่ระลึกมากมาย ชวนคนไทยบินลัดฟ้าเที่ยวไต้หวัน

สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ (Taiwan Tourism Administration, Bangkok Office) เตรียมจัดงาน “Taiwan Travel Fair 2025” งานมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวันครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 3) ระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2568 เวลา 10:00 – 20:00 น. ณ Sphere Gallery 1 ชั้น M ศูนย์การค้า EMSPHERE ภายใต้ธีม “ไต้หวันมะ Taiwan(na) Go With Me?” เชิญชวนคนไทยออกไปสำรวจมุมมองใหม่และสถานที่ UNSEEN ของไต้หวัน ให้การเดินทางเป็นมากกว่าการท่องเที่ยว แต่เป็นโอกาสในการค้นพบตัวเองและสร้างความทรงจำไม่รู้ลืม

            จากความสำเร็จและกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ความสนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก ปีนี้การท่องเที่ยวไต้หวันสานต่อความประทับใจด้วยการยกระดับกิจกรรมภายในงานให้ครอบคลุมทั้งวัฒนธรรม อาหาร งานฝีมือ และความบันเทิง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์ของไต้หวันอย่างเต็มอิ่มในบรรยากาศอบอุ่นและสร้างแรงบันดาลใจ

            ไฮไลต์ห้ามพลาด พบกับ “อาเล็ก ธีรเดช เมธาวรายุทธ” Taiwan Tourism Ambassador ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ท่องเที่ยวไต้หวัน ในวันที่ 13 กันยายน และการแสดงสดจากวง “No One Else” พร้อมเล่าเรื่องราวการเดินทางสุดประทับใจ ในวันที่ 14 กันยายน  ตลอดทั้ง 3 วันยังเพลิดเพลินกับการแสดงสุดพิเศษจากคณะ Eye Catching Circus และวง Liu Sheng Ji ถ่ายทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบ LOHAS ของไต้หวันผ่านศิลปะบนเวทีอย่างงดงาม

ภายในงานยังจัดเต็มสิทธิพิเศษมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางไปไต้หวัน เพียงแสดงหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินที่เดินทางภายในสิ้นปีนี้ รับฟรี eSIM หรือบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง ส่วนผู้ที่ซื้อตั๋วเครื่องบินภายในงาน รับชุดของที่ระลึก ได้แก่ กระเป๋าจัดระเบียบ หมวกปีนเขาและ eSIM หรือเลือกซื้อแพ็กเกจทัวร์เพื่อรับเซ็ตกระเป๋าพับ หมวกปีนเขาและ Easy Card มูลค่า 50 NTD สำหรับผู้ซื้อสินค้าจาก OTA เช่น ทัวร์วันเดย์ทริปหรือบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว จะได้รับเครื่องชั่งน้ำหนักกระเป๋า นอกจากนี้ ทุกยอดใช้จ่าย 8,000 บาท ยังมีสิทธิ์ลุ้นจับรางวัลตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ–ไต้หวัน และของรางวัลอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชันของสายการบินต่าง ๆ อาทิ China Airlines, EVA Air และ Starlux Airlines ที่มีส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบินและข้อเสนอพิเศษ รวมถึงโปรโมชันจากบริษัททัวร์และ OTA เช่น Traveloka, KTC และ MSIG Insurance ซึ่งมอบส่วนลดหรือของแถมพิเศษสำหรับผู้ซื้อสินค้าภายในงาน ทำให้ผู้เข้าร่วมงานไม่เพียงได้สนุกกับกิจกรรมและของที่ระลึก แต่ยังได้วางแผนท่องเที่ยวไต้หวันในราคาสุดคุ้ม

อีกหนึ่งความสนุกคือกิจกรรมสะสมของที่ระลึก ที่ร่วมได้หลายช่องทาง ตั้งแต่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าเพื่อรับสายคล้องโทรศัพท์หรือสติกเกอร์ limited edition เก็บบิงโกจากบูธต่าง ๆ เพื่อแลกรับพวงกุญแจ OhBear หรือ HiBear และโพสต์ภาพรีวิวงานลง Facebook เพื่อร่วมลุ้นรางวัลตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ–ไต้หวัน

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ร่วมงานยังสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรม DIY เช่น เพนต์ลายกระเบื้องไต้หวันแบบโบราณ (ทำเป็นเข็มกลัดหรือที่รองแก้ว) พับโคมไฟกระดาษ สกรีนลายผ้าเช็ดหน้า และชิมเมนูเด็ดจากไต้หวัน อย่างกาแฟอาหลี่ซาน ขนมล้อรถ (Wheel Pie) และวุ้นกบ (Aiyu Jelly) รสผลไม้ซึ่งจะเปิดให้เข้าร่วมตามรอบเวลาที่กำหนด โดยมีจำนวนจำกัด

งานนี้เข้าฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage: Taiwan Tourism TH

ลงทะเบียนร่วมงานที่:  https://hny.link/TTF2025-PR01

Scroll To Top