web analytics
SIAMNEWSDAY

C.P.S. COFFEE X 2CHOEY

คอกาแฟสายอาร์ตไม่ควรพลาด! เมื่อ “C.P.S. COFFEE” จับมือศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดัง “2CHOEY” เปิดตัวแฟชั่นไอเทมคอลเลกชั่นพิเศษ ภายใต้ชื่อ “C.P.S. COFFEE X 2CHOEY” ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะและไลฟ์สไตล์การดื่มกาแฟ ถ่ายทอดสู่แฟชั่นไอเทมที่ควรค่าแก่การสะสม!

ถูกใจเหล่าคอกาแฟที่หลงใหลในแฟชั่นและงานศิลปะ เมื่อคาเฟ่ไลฟ์สไตล์สุดเท่อย่าง “C.P.S. COFFEE” ได้เปิดตัวแฟชั่นไอเทมคอลเลกชั่นพิเศษที่นำเอาศิลปะสตรีทอาร์ตมาผสมผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์การดื่มกาแฟ โดยการจับมือกับศิลปินหนุ่มแนวสตรีทอาร์ตชื่อดัง “2CHOEY” (ทู-เชย) ร่วมสร้างสรรค์คอลเลกชั่นพิเศษที่ชื่อว่า C.P.S. COFFEE X 2CHOEY” โดยนำเอาผลงานศิลปะชื่อดังที่เป็นคาแร็คเตอร์รูปมือแสนซนอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยโทนสีสดใสและลายเส้นที่เฉียบคมอย่าง “Fingies” มาผสมผสานเข้ากับความเท่และความโมเดิร์นของแบรนด์ “C.P.S. COFFEE” ที่โดดเด่นในเรื่องของกาแฟได้อย่างลงตัว

“C.P.S. COFFEE” คาเฟ่สไตล์ Coffee & Lifestyle Bar ซึ่งรังสรรค์เมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่คุณภาพระดับพรีเมี่ยม ที่มาในคอนเซ็ปต์ “COFFEE. PASSION. SPECIALTY.” ตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์ได้ทุกรูปแบบ

สำหรับผลงานศิลปะที่ทาง “2CHOEY” (ทู-เชย) ได้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ “C.P.S. COFFEE” นั้นมีทั้งหมด 4 ลวดลายด้วยกัน เริ่มต้นจากผลงานที่ชื่อว่า “Friends” ภาพที่บ่งบอกถึงมิตรภาพและบทสนทนาที่มีคาเฟ่และกาแฟเป็นจุดเชื่อม ซึ่งความสนใจเดียวกันนี้ทำให้ผู้คนที่หลากหลายได้เดินทางมาเจอกัน และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และประสบการณ์ใหม่ๆ ถัดมาที่ผลงาน “Thinking of you” ภาพที่นำเสนอแง่มุมความคิดถึงในรสชาติของกาแฟ

เสน่ห์ที่ทำให้เหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์ต่างหลงใหล จึงไม่แปลกที่คอกาแฟหลายๆ คน จะคิดถึงรสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟอยู่บ่อยๆ ผลงานถัดมา “Cuffee Together” อีกหนึ่งเอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์ผลงานของทูเชย คือการหยิบยกเอาเรื่องราวที่มีความแตกต่างกันมานำเสนอในมุมมองใหม่ จึงก่อให้เกิดการมุมมองและจินตนาการใหม่ๆ ให้กับผู้พบเห็น ซึ่ง Cuffee Together เป็นการนำคำว่า Cuff และ Coffee มาเล่าเรื่องใหม่ จากการนำเอาสัญลักษณ์ระหว่างตำรวจกับผู้ร้ายอย่างกุญแจมือมาตีความขึ้นใหม่ โดยมีกาแฟเป็นจุดเชื่อม และผลงานชิ้นสุดท้ายมีชื่อว่า “Blending” กับการให้คาแร็คเตอร์ดังอย่าง “Fingies”กระโดดลงไปในเครื่องดื่มแก้วโปรด เพื่อดื่มด่ำกับรสชาติและกลิ่นอันหอมหวานของกาแฟที่มีความพิเศษเฉพาะตัว ราวกับว่าผู้ดื่มและเครื่องดื่มแก้วโปรดนั้นได้รวมกันเป็นหนึ่ง

โดยผลงานทั้ง 4 ชิ้นนั้น ได้ถูกนำมาถ่ายทอดสู่แฟชั่นไอเทมชิ้นเด่น ที่ประกอบไปด้วย เสื้อยืดพิมพ์ลายผลงานภาพวาดที่มาในโทนสีเบสิกอย่างสีขาวและสีดำ รวมถึงโทนสีคลาสสิกอย่างสีครีมและสีน้ำตาล อีกทั้งยังมีหมวกบักเก็ตผ้าลูกฟูกสีดำ ที่ใช้สีขาวในการพิมพ์ลายเพื่อเพิ่มความโดดเด่น และกระเป๋าโท้ทใบโปรด ไอเทมเด่นสำหรับเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์ นอกจากนี้ยังมีแก้วเก็บความเย็น (Tumbler) พวงกุญแจ และโปสเตอร์ ที่คอกาแฟสายอาร์ตไม่ควรพลาดสำหรับการสะสม

นอกจากนี้ “C.P.S. COFFEE” ยังได้แนะนำเคล็ดลับการแต่งตัวไปคาเฟ่สำหรับถ่ายรูปกับเครื่องดื่มแก้วโปรดให้โดดเด่นในช่วงวันหยุดยาวนี้ แน่นอนว่าเวลาไปคาเฟ่หลายคนจะต้องหามุมถ่ายรูปเช็คอินเพื่ออัพเดทไลฟ์สไตล์เท่ๆ ลงในโลกโซเชียล โดยสำหรับการแต่งตัวนั้นอาจจะดูว่าคาเฟ่ที่ไปมีลักษณะเป็นอย่างไร หากเป็นคาเฟ่สไตล์โมเดิร์นตกแต่งด้วยโทนสีขาวสบายตา อาจจะเลือกเสื้อผ้าที่มีความสดใสผ่านลายพิมพ์

ในซิลลูเอทที่มีความคล่องตัว สวมใส่สบาย เหมาะสำหรับการพักผ่อนในช่วงวันหยุด โดยสำหรับสาวเก๋ที่ชอบแต่งตัวคุมโทนอาจจะหยิบเสื้อยืดสีดำที่โดดเด่นด้วยลายพิมพ์อาร์ตๆ มาแมทช์กับกางเกงยีนส์และบูทสีดำ แล้วคอมพลีทลุคด้วยโชคเกอร์ก็จะได้ลุคเท่ๆ ที่ดูน่าสนใจ หรือหากใครไม่ชอบใส่สีเดียวกันทั้งลุคอาจจะเปลี่ยนเสื้อยืดเป็นสีขาวก็ได้เช่นกัน ส่วนใครที่อยากได้ลุคสบายตาแนะนำให้แมทช์เสื้อยืดสีครีมกับกางเกงยีนส์สีเดนิม

คอมพลีทลุคด้วยหมวกยีนส์สักใบ สำหรับหนุ่มๆ สามารถหยิบเสื้อยืดมาใส่กับยีนส์ขาสั้นแล้วแมทช์กับหมวกบักเก็ตและรองเท้าสลิปออนก็จะได้ลุคมินิมอลที่มีความสตรีทแฝงอยู่ หรือหากหนุ่มคนไหนเป็นสายคลาสสิกสามารถหยิบเสื้อยืดที่พิมพ์ลายด้านหลังมาใส่คู่กับกางเกงยีนส์ขายาวและรองเท้าหนังก็จะได้ลุคไปคาเฟ่ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน

พบกับคอลเลกชั่น C.P.S. COFFEE X 2CHOEY” ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน C.P.S. COFFEE สาขาแฟล็กชิพ สุขุมวิท 53 เท่านั้น

สรุปผลการแข่งขันเรือใบเล็ก “อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส”

ศึกคิงส์คัพรีกัตต้าครั้งที่ 34

เยาวชนไทยคลื่นลูกใหม่ทำผลงานน่าประทับใจคว้าแชมป์ถึง 6 รุ่น

ทั้ง ออพติมิสต์ชาย-หญิง, สกิฟฟ์โบ้ต, ไอแอลซีเอ 7 โอเพ่น, 420 และ 470

ฝ่ายกัปตันอิทธินัยแห่งเรือ Pine Pacific พลิกเกมนำตารางในการแข่งขันเรือใหญ่วันที่ 2

“ชนาธิป  ทองกล่ำ” ผู้ชนะการแข่งขันเรือใบเล็ก “อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส” (รุ่นออพติมิสต์ชาย)

ภูเก็ต 6 ธันวาคม 2565 – ดำเนินมาถึงครึ่งทางกับการแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าครั้งที่ 34 ประจำปี 2565 และเป็นวันแข่งขันวันสุดท้ายของการแข่งขันเรือใบเล็กรายการ “อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส” ซึ่งจัดแข่งขันตั้งแต่วันที่ 3-6 ธันวาคม จบเกมนักกีฬาเยาวชนไทยทำผลงานสุดประทับใจ คว้าชัยไปถึง 6 รุ่น ได้แก่ ออพติมิสต์ชาย-หญิง, สกิฟฟ์โบ้ต, ไอแอลซีเอ 7 โอเพ่น, 420 และ 470 ส่วนในสนามเรือใบใหญ่ซึ่งแข่งขันเป็นวันที่ 2 ผลปรากฏกัปตันอิทธินัย ยิ่งศิริ เแห่งเรือ Pine Pacific สามารถพลิกเกมขึ้นมาเป็นผู้นำตารางในรุ่นพรีเมียร์ได้สำเร็จ

การแข่งขันเรือใบเล็ก อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส (International Dinghy Classes) ได้รับการผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรายการภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างนักกีฬาเรือใบเล็กที่มีศักยภาพให้มากยิ่งขึ้นและร่วมพัฒนาวงการกีฬาเรือใบของไทยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยปีนี้มีทัพเรือใบเล็กจากหลายประเทศเข้าร่วมการแข่งขันมากเป็นประวัติการณ์กว่า 180 ลำ การแข่งขันประกอบด้วยรุ่นออพติมิสต์ชายและหญิง, สกิฟฟ์โบ้ต,รุ่นไอแอลซีเอ 4 โอเพ่น, รุ่นไอแอลซีเอ 6 โอเพ่น, รุ่นไอแอลซีเอ 7 โอเพ่น, รุ่น 420, รุ่น 470, และรุ่นโอเพ่นสกิฟฟ์

รายชื่อผู้ชนะการแข่งขันเรือใบเล็ก “อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส” คิงส์คัพรีกัตต้าครั้งที่ 34

รุ่นออพติมิสต์ชาย – ชนาธิป  ทองกล่ำ จากไทย

รุ่นออพติมิสต์หญิง – ปริญ ทรัพย์ยิ่ง จากไทย

รุ่นสกิฟฟ์โบ้ต – นริสรา สัตตะ และ นิชาภา ไหวไว จากไทย

รุ่นไอแอลซีเอ 4 โอเพ่น – คีแนน ตัน จากสิงคโปร์

รุ่นไอแอลซีเอ 6 โอเพ่น – คู แซคารี จากสิงคโปร์

รุ่นไอแอลซีเอ 7 โอเพ่น – ประกาศิต หงส์ประดับ จากไทย

รุ่นโอเพ่นสกิฟฟ์ – อนันดี ชานดาวาร์คาร์ จากอินเดีย

รุ่น 420 – ทีมของ ปาลิกา พูนพัฒน์ และ จักรภัทร วิริยะกิตติ จากไทย

รุ่น 470 – ทีมของนาวี  ธรรมสุนทร และ ปณิดา สุขสมพร จากไทย

นาวาเอกพรพรหม สกุลเต็ม ผู้อำนวยการ การแข่งขันเรือใบเล็ก อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส กล่าวว่า “การแข่งขันเรือใบเล็กในปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงเพราะในปีก่อน ๆ มีทีมเรือร่วมแข่งขันไม่เกินร้อยลำ แต่ในปีนี้มีจำนวนมากกว่า 180 ลำ ซึ่งถือว่าเป็นฟลีตที่ใหญ่มาก และทะเลภูเก็ตยังคอนเซ็ปต์สนามลมแรงซึ่งเด็ก ๆ ที่เล่นเรือใบเล็กรู้เลยว่ามาที่นี่ต้องเจอลมแรงแน่นอนและต้องแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะคว้าชัยในสนามนี้ได้ ดังนั้นในภาพรวมการจัดแข่งขันถือได้ว่าเกินความคาดหวังเลยทีเดียว ในส่วนการเล่นของนักกีฬาไทย รุ่นเล็กอย่างออพติมิสต์ถือว่ายกทีมชาติไทยมาลงแข่งเกือบทั้งหมดเพราะช่วงนี้ออพติมิสต์ยังไม่มีแข่งที่อื่น ทำให้น้อง ๆ มีโอกาสมาแข่งประกบพี่ ๆ ในสนามที่ลมแรงเหมือนต่างประเทศ จึงช่วยเพิ่มประสบการณ์ได้อย่างมาก โดยในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา นักกีฬาเรือใบเล็กของเราติด Top 5 ของโลกมาตลอด ในรุ่น 420 และรุ่น 470 รวมถึงรุ่นสกิฟฟ์ ที่มาแข่งในคิงส์คัพปีนี้ล้วนเป็นมือทีมชาติ ซึ่งถือเป็นโอกาสมาเก็บตัวและซ้อมที่นี่ด้วย เพื่อเตรียมแข่งในซีเกมส์ที่กำลังจะมาถึง รวมถึงรายการชิงแชมป์โลกที่จะมีต่อไปอีก และยังมีการแข่งคัดตัวโอลิมปิกในปีหน้า เห็นได้ว่าเราได้ร่วมกันปูเส้นทางการพัฒนากีฬาเรือใบเล็กไทยไว้อย่างต่อเนื่อง”       

ปัจจุบัน ทุกภาคส่วนต่างพยายามร่วมกันผลักดันกีฬาเรือใบเล็กในเมืองไทยให้มีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากจบการแข่งขัน “อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส” ในคิงส์คัพรีกัตต้า ทางสโมสรเรือใบราชวรุณฯ ยังร่วมกับสมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยและเมืองพัทยา จัดการแข่งขัน ILCA Asian Open Championship ในวันที่ 10-15 ธันวาคม โดยเป็นการจัดให้กับ ILCA Asia International Laser Class Association (Asia) ซึ่งการจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องจะช่วยต่อยอดความสำเร็จของรายการคิงส์คัพรีกัตต้า ยกระดับประเทศไทยให้เป็น Venue of Choices for International Sailing Events ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาทั้งกีฬาเรือใบเล็กและเรือใบใหญ่ของไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับการแข่งขันเรือใบใหญ่ทั้งประเภทคีลโบ้ตและมัลติฮัลล์ในวันที่ 2 นี้ กัปตันอิทธินัย ยิ่งศิริ แห่งเรือ Pine Pacific สามารถชิงตำแหน่งผู้นำตารางได้สำเร็จ หลังเจอสภาพลมแรงที่เข้าทางทีมคู่แข่งในวันแรกและเกิดปัญหาใบเรือขาดจนคว้าเพียงที่ 2 ในวันแรก

ผู้นำการแข่งขันเรือใบใหญ่ประเภทคีลโบ้ตและมัลติฮัลล์วันที่ 2 ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าครั้งที่ 34

รุ่นไออาร์ซี 0 – เรือ Team Hollywood กัปตันเรย์มอนด์ โรเบิร์ต จากออสเตรเลีย

รุ่นไออาร์ซี 1 – เรือ Let’s Get It On กัปตันแกรี่ ฮอลต์ จากออสเตรเลีย

รุ่นพรีเมียร์ – เรือ Pine Pacific กัปตันอิทธินัย ยิ่งศิริ จากไทย

รุ่นครูซิ่ง – เรือ Kinnon กัปตันทอร์เบ็น คริสเตนเซน จากเดนมาร์ก

รุ่นมัลติฮัลล์ – เรือ 2fast4you กัปตันเฮอร์มานน์ ชวาร์ซ จากออสเตรีย

การแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ดำเนินการโดยคณะกรรมการจัดงานการแข่งขันเรือใบภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ภายใต้การอำนวยการของสโมสรเรือใบราชวรุณ โดยการสนับสนุนจากกองทัพเรือ สมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย และจังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้สนับสนุนการจัดงานคือ กะตะ กรุ๊ป รีสอร์ท, อาร์เอ็มเอ กรุ๊ป, บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) และ เวิร์กฟอร์ซ อินเตอร์เนชั่นแนล

เปิดศึกเรือใบเล็กภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า 2022

ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์มากถึง 182 ลำ ก่อนเริ่มการแข่งขันเรือใบใหญ่ในวันที่ 5 ธันวาคม การแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าครั้งที่ 34 ประจำปี 2565 พร้อมระเบิดความยิ่งใหญ่ของมหกรรมการแข่งขันเรือใบอันทรงเกียรติแห่งเอเชียในวันที่ 3-10 ธันวาคม 2565 ณ หาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต โดยกำหนดจัดพิธีเปิดการแข่งขันในวันที่ 4 ธันวาคม 2565 เวลา 18.00 น. ณ โรงแรมบียอนด์ รีสอร์ท กะตะ

“ภูเก็ตคิส์คัพรีกัตต้า 2022” ประกอบด้วยการแข่งขันเรือใบใหญ่ประเภทคีลโบ้ตและมัลติฮัลล์ (Keelboats and MultiHulls Race) ในวันที่ 5-10 ธันวาคม 2565 และการแข่งขันเรือใบเล็ก อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส (International Dinghy Classes) ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 กำหนดจัดแข่งขันในวันที่ 3-6 ธันวาคม 2565 โดยในปีนี้มีทัพเรือใบเล็กเข้าร่วมการแข่งขันรวม 182 ลำ ประกอบด้วยรุ่นออพติมิสต์ชายและหญิง (119 ลำ), รุ่น 29อีอาร์ (4 ลำ), รุ่น 49อีอาร์ (2 ลำ), รุ่นไอแอลซีเอ 4 โอเพ่น (12 ลำ), รุ่นไอแอลซีเอ 6 โอเพ่น (8 ลำ), รุ่นไอแอลซีเอ 7 โอเพ่น (10 ลำ), รุ่น 420 (4 ลำ), รุ่น 470 (4 ลำ), และรุ่นโอเพ่นสกิฟฟ์ (19 ลำ) โดยมีนักกีฬาเรือใบเยาวชนทั้งจากไทย และสโมสรเรือใบชั้นนำทั้งจากจีน อินเดีย มาเลเซีย สหราชอาณาจักร และสิงคโปร์ เข้าร่วมการแข่งขันเรือใบเล็กในปีนี้

นาวาเอกพรพรหม สกุลเต็ม ผู้อำนวยการ การแข่งขันเรือใบเล็ก อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส กล่าวว่า “ตลอดการจัดงานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้ามากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จอย่างสูงในการจัดแข่งขันเรือใบใหญ่จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นสนามแข่งขันเรือใบอันทรงเกียรติและเป็นที่ยอมรับสูงสุดในเอเชีย แต่สิ่งที่จะช่วยต่อยอดความสำเร็จและทำให้กีฬาเรือใบของเมืองไทยเติบโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คือการสร้างนักกีฬาเรือใบเล็กที่มีศักยภาพให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ถือว่านักกีฬาเรือใบเล็กของไทยติด Top 5 ของโลกมาโดยตลอด โดยเฉพาะล่าสุด ม.ล.เวฆา ภาณุพันธุ์ สามารถขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกจากการคว้าแชมป์เรือใบออพติมิสต์รายการ World Championship 2022 เป็นผลสำเร็จ ยิ่งทำให้คณะกรรมการภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้ามุ่งมั่นที่จะยกระดับสนามแข่งขันเรือใบเล็กโดยเฉพาะรุ่นออพติมิสต์ให้ได้รับความนิยมและดึงดูดนักกีฬาเยาวชนให้หันมาเล่นเรือใบกันมากขึ้น และด้วยการทำงานอย่างหนักของทุกฝ่าย ทำให้ในปีนี้เรามีนักกีฬาเรือใบสมัครแข่งขันมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 182 ลำ ซึ่งมากกว่าปีก่อน ๆ ถึง 2 เท่า และไม่เพียงนักกีฬาเยาวชนไทยเท่านั้น แต่ยังมีเยาวชนจากทั้งอินเดีย มาเลเซีย สหราชอาณาจักร และสิงคโปร์ เข้าร่วมอีกเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่มีเพียงประเทศจีนที่มาร่วมแข่งขันกับเราทุกปี จึงกล่าวได้ว่าสนามแข่งขันเรือใบเล็กของเราในปีนี้ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงเลยทีเดียว”

สำหรับผลการแข่งขันเรือใบเล็กวันแรก ผู้นำในรุ่นออพติมิสต์ชายได้แก่ เอมอส ธาม จากสิงคโปร์ ส่วนรุ่นออพติมิสต์หญิงคือ ปริญ ทรัพย์ยิ่ง สำหรับเรือประเภท Double handed อย่างรุ่น 420 ทีมผู้นำในวันนี้คือ ปาลิกา พูนพัฒน์ และ จักรภัทร วิริยะกิตติ ในขณะที่ทีมของนาวี  ธรรมสุนทร และ ปณิดา สุขสมพร ครองตำแหน่งผู้นำในรุ่น 470

ติดตามผลการแข่งขันเรือใบทุกรุ่นได้ที่ https://kingscup.com/result

“แน่นอนว่าทางคณะกรรมการจะพยายามพัฒนาสนามแข่งขันทั้งเรือใบเล็กต่อไปอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ร่วมกับการฝึกสอนและโค้ชชิ่งที่เหมาะสม เพื่อสร้างนักกีฬาเรือใบเยาวชนที่เปี่ยมศักภาพและสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศในสนามแข่งขันระดับโลกต่อไป” นาวาเอกพรพรหม สกุลเต็ม กล่าว

การแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ดำเนินการโดยคณะกรรมการจัดงานการแข่งขันเรือใบภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ภายใต้การอำนวยการของสโมสรเรือใบราชวรุณ โดยการสนับสนุนจากกองทัพเรือ สมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย และจังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้สนับสนุนการจัดงานคือ กะตะ กรุ๊ป รีสอร์ท และ อาร์เอ็มเอ กรุ๊ป

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.kingscup.com  

สำหรับสื่อมวลชนที่ต้องการภาพความละเอียดสูง สามารถล็อกอินได้ที่เว็บไซต์ต่อไปนี้http://www.facebook.com/phuketkingscupregatta

Reebok Thailand ร่วมสนับสนุนและพิสูจน์ความแข็งแกร่ง

กับการแข่งขัน CrossFit ภายใต้งาน Bangkok Throwdown 2022

            แบรนด์ รีบอค ประเทศไทยนำเข้าโดยบริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล นำทีมโดยคุณณัฐชนน เพ็ชรทวีพรเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารสินค้านำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์แบรนด์ REEBOK ร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักกับ Training Ground Fitness การแข่งขันที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งของนักกีฬา CrossFit ในงาน Bangkok Throwdown 2022 ที่สนาม STB Training Centre เมื่อวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา โดยการแข่งขันครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายเชื้อชาติมากกว่า 140 คน อาทิ ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สิงคโปร์ จาไมก้า รัสเซียและอีกหลากหลายประเทศ นอกจากนี้ยังมีกรรมการและอาสาสมัครอีกกว่า 70 คน โดยในการจัดงานทั้งสองวันที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมแข่งขันและเข้าชมงานกว่า 500 คน และยังมีกิจกรรมต่างผู้สนับสนุนงานต่างๆตลอดทั้งวัน

            Bangkok Throwdown 2022 เป็นการแข่งขันกีฬาเฉพาะทางประเภท CrossFit ที่แบ่งการแข่งขันออกเป็นประเภทชายเดี่ยว ประเภทหญิงเดี่ยว โดยในแต่ละรุ่นการแข่งขันจะแบ่งออกเป็น Intermediate, Fitness, Master และ Elite และการแข่งขันประเภทกลุ่มซึ่งจะมีการผสมผสานทั้งนักกีฬาชายและนักกีฬาหญิงไว้ในทีมเดียวกัน การแข่งขัน CrossFit คือการออกกำลังกายที่เน้นความแข่งแกร่งที่มีการผนวกหรือผสมผสานรูปแบบการออกกำลังกายในหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน จะเป็นการเน้นและใช้ร่างกายในทุกส่วน ที่ต้องใช้พละกำลัง ความคล่องตัว ความทนทาน และความยืดหยุ่นของร่างกาย

            ในงานนี้ Reebok ได้นำแคมเปญระดับโลก “Life Is Not a Spectator Sport” กลับมาเปิดตัวอีกครั้ง ซึ่งได้มีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1984 และแคมเปญนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้ผู้คนลุกขึ้นมาขยับเขยื้อนร่างกายเพื่อทำตามความฝัน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเองและโลกรอบตัว พร้อมกันกับ ได้เปิดตัวรองเท้า Training รุ่นยอดฮิตอย่าง Reebok Nano X2 ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายหรือผู้ที่เป็นนักกีฬาและเหมาะกับการแข่งขันนี้อย่างตรงจุด

HARLEY-DAVIDSON®

HARLEY-DAVIDSON® ประสบความสำเร็จอย่างเต็มพิกัด กับเทศกาล Asia Harley Days® ณ หาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ต้อนรับครั้งแรกของเทศกาลมอเตอร์ไซค์และดนตรี ด้วยผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,600 คน อัดแน่นไปด้วยกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ เสียงดนตรี การแสดงผาดโผน กิจกรรมการแข่งขัน และพิธีมอบรางวัลอีกมากมาย

Harley-Davidson® ปิดฉากงาน Asia Harley Days® ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกได้อย่างสวยงาม ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ด้วยเสียงของเครื่องยนต์และดนตรีอันกึกก้อง งานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,600 คน จากแต่ละประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ไทย เกาหลี ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน มาเก๊า ฮ่องกง อินเดีย กวม และสิงคโปร์ พร้อมด้วยเหล่านักขับขี่ H.O.G.™ (Harley Owners Group) กว่า 80 แชปเตอร์ และกลุ่มนักขับขี่รถมอเตอร์ไซค์จากประเทศเหล่านี้

นอกเหนือจากประเทศในภูมิภาคเอเชียแล้ว ยังมีเหล่านักขับขี่จากเบลเยียมและออสเตรเลียมาร่วมงาน เทศกาลมอเตอร์ไซค์และดนตรีจัดขึ้นตลอดทั้ง 2 วัน ระหว่างวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2565 ณ ทริปเปิล ทรี บีช รีสอร์ต หาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อัดแน่นโปรแกรมมากมาย ได้แก่ การแสดงดนตรีทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทยนำโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง โชว์มอเตอร์ไซค์ผาดโผน การทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ การแสดงผาดโผนที่น่าทึ่ง เกม และการแข่งขันที่สนุกสนานเพลิดเพลิน

งาน Asia Harley Days ประกอบไปด้วย ขบวนพาเหรดของเหล่านักขับขี่ H.O.G. ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน เป็นกิจกรรมสุดเอ็กซคลูซีฟเพื่อเหล่าสมาชิก H.O.G. และผองเพื่อนโดยเฉพาะ ขบวนพาเหรดนี้เริ่มต้นด้วยการสักการะอนุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ไทย 7 พระองค์ ตามด้วยการแปรอักษรด้วยรถมอเตอร์ไซค์เป็นตราสัญลักษณ์ H.O.G. เหล่านักขับขี่มากกว่า 350 คัน ขับเคลื่อนขบวนพาเหรดออกจากอุทยานราชภักดิ์ อำเภอหัวหิน ไปยังสถานที่จัดงาน ณ ทริปเปิล ทรี บีช รีสอร์ต หาดชะอำ โดยมี พล.ท.พิชญ์ โชติสุต ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวกองทัพบก และ พล.ต.สมพร ด่อนสิงหะ ผบ.ร.บ. อำเภอหัวหิน เป็นประธานในพิธีเปิดขบวนพาเหรด และนาย ดิมิทริส แรพทิส รองผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท Harley-Davidson Motor เอเชียแปซิฟิก พร้อมด้วย นายซาจีฟ รัชเกคาราน กรรมการผู้จัดการ Harley-Davidson สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดีย เป็นผู้นำขบวนพาเหรด

งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นาย นุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศบาลเมืองชะอำ เป็นประธานเปิดงาน ณ ทริปเปิล ทรี บีช รีสอร์ต หาดชะอำ และตลอดค่ำคืนมีผู้เข้าร่วมงานพันกว่าคนได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีสุดเร้าใจนำโดยศิลปินชื่อดัง ได้แก่ อีโบลา (Ebola) อีโวลูชั่น (Evolu5ion) ดีเจอัลฟา (DJ Alpha) และ ดีเจรีเวียร์ (DJ Riviere) และ ซิลลี่ ฟูลส์ (Silly Fool) นอกจากการแสดงดนตรีแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้สนุกสนานกับกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ได้แก่ กิจกรรมการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์แบบยิมคาน่า และการทดสอบรถมอเตอร์ไซค์อันน่าทึ่ง อีกทั้งผู้เข้าร่วมงานหลายคนยังได้ร่วมสนุกกับโปรแกรมการแข่งขันมากมาย ได้แก่ การประกวดหนวดเครา รอยสัก การแต่งกาย ป้าย Harley-Davidson และสโลแกน อีกทั้งกิจกรรมการประกวด Custom Kings อันโด่งดังเป็นจุดดึงดูดความสนใจกิจกรรมหนึ่งของงานในครั้งนี้

ในวันที่ 2 ผู้เข้าร่วมงานได้เต็มอิ่มกับ การแสดงของศิลปินชั้นนำอย่าง ซิลลี่ ฟูลส์ (Silly Fools) เดด แร็บบิท (Dead Rabbit) เดอะ แบล็คโรส (The Black Rose) ดีเจเก่ง (DJ Kenny) ดีเจกาญจน์ (DJ Karn) รวมถึง จูน ชนากานต์ และ เอกปิยะ สังขทับทิมสังข (June & Sanpond Violin and Saxophone dual) นอกเหนือจากการแสดงดนตรีแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้เพลิดเพลินกับหลายกิจกรรม ได้แก่ การแสดงจากแชมป์เปียนชิพ เอ็กซ์ตรีม (Championship Extreme) และอิ่มอร่อยกับร้านอาหารมากมาย ในช่วงเย็นของวันงานได้มอบรางวัลให้กับผู้ชนะแต่ละรางวัล พร้อมกับผู้ที่ได้รับหอเกียรติยศ Asia Harley Days Hall of Fame ครั้งที่ 1 จากเหล่านักขับขี่และสมาชิกตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 50 รายชื่อ ถูกคัดเลือกจากผลงานและความสำเร็จต่อกลุ่มนักขับขี่ และงานในครั้งนี้ดำเนินรายการโดย กีตาร์ – ศรุดา ชูศรี พิธีกรมากความสามารถ และกาย – รัชชานนท์ สุประกอบ พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง

งาน Asia Harley Days ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้ง บริษัท สแน็ป-ออน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) โรงแรม เชอราตัน หัวหิน รีสอร์ต แอนด์ สปา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำจังหวัดเพชรบุรี และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) งาน Asia Harley Days ถือเป็นงานประจำปีของภูมิภาคนี้ และจะมีการประกาศงานประจำปี 2023 เร็ว ๆ นี้

‘The Story from the North’ กับ “ญาญ่า-อุรัสยา”

สะท้อนความเป็นประเทศแห่งอาหารทะเลของนอร์เวย์ และชวนใช้อาหารทะเลจากนอร์เวย์เป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารไทย

นอร์เวย์เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของทัศนียภาพอันน่าทึ่งของฟยอร์ดและแสงเหนืออันตระการตา สำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับนอร์เวย์ ประเทศนี้ยังเป็นผู้ผลิตแซลมอนแอตแลนติกอันดับหนึ่งของโลก และเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่อันดับต้น ๆ ด้วยน้ำที่เย็นและใสสะอาด สภาพอากาศที่หนาวเหน็บ และชายฝั่งทะเลยาว 2,650 กิโลเมตร นอร์เวย์ยึดมั่นในความเป็นประเทศแห่งอาหารทะเลที่มีเรื่องราวมากมายให้ได้ค้นหา ผ่านวัฒนธรรมการประมงที่มีมานานนับศตวรรษซึ่งอาศัยผู้คน ธรรมชาติ และความยั่งยืน เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

ครั้งแรกของสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ในการเปิดตัวแคมเปญ ‘The Story from the North’ พร้อมกับ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ นักแสดงชื่อดังลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ และพรีเซนเตอร์คนแรกของ Seafood from Norway ในประเทศไทย เพื่อสะท้อนความเป็นประเทศแห่งอาหารทะเลของนอร์เวย์และชักชวนให้คนไทยลองใช้อาหารทะเลจากนอร์เวย์ เช่น แซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ เป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารไทย

“ดร. อัสบีเยิร์น วาร์วิค เรอร์ทเว็ท” ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) กล่าวว่า “คนไทยมีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมและอาหารญี่ปุ่นเป็นอย่างดี ในกรุงเทพฯ มีร้านอาหารญี่ปุ่นกระจายอยู่กว่า 2,000 ร้าน[1] แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าแซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของซูชิและซาชิมินั้น ล้วนนำเข้ามาจากนอร์เวย์ทั้งสิ้น เราได้มีการพูดคุยกันถึงวิธีที่จะทำให้คนไทยได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องว่าปลาเหล่านี้มาจากนอร์เวย์ ไม่ใช่ญี่ปุ่นอย่างที่เข้าใจกัน แต่ความท้าทายคือหลายคนอาจจะยังไม่ค่อยได้สัมผัสว่านอร์เวย์เป็นอย่างไรหรือมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง และนี่คือที่มาของไอเดียในการพา ญาญ่า-อุรัสยา ไปเปิดประสบการณ์ที่นอร์เวย์และเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารทะเลของเรา เพื่อกลับมาแชร์ให้ทุกคนในประเทศไทยได้รับรู้ ไม่มีใครที่จะเหมาะสมไปกว่า ญาญ่า อีกแล้ว”

คลิปวิดีโอ ‘The Story from the North’ ความยาว 2:40 นาที เล่าถึงเรื่องราวของผู้คน ธรรมชาติ และความยั่งยืน ผ่านสายตาของ ญาญ่า-อุรัสยา ในบ้านหลังที่สองของเธอ นักแสดงลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ เป็นตัวแทนของสิ่งที่ดีที่สุดจากสองโลก ได้เดินทางไปนอร์เวย์เพื่อกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว ลองทำอาหารไทยกับเชฟเทเรียร์ ออมมุนเซนต์ ที่กรุงออสโล เห็นถึงความใส่ใจในความยั่งยืนและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่กระชังปลาแซลมอนแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ล่าสุดใจกลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่เวสเตอโรลน์ เดินขึ้นเขาที่โลโฟเทน ล่าแสงเหนือสุดอลังการ และสัมผัสประสบการณ์ที่อบอุ่นหัวใจกับคนท้องถิ่นที่ได้เจอตลอดทาง

ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ นักแสดงชื่อดังลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ และพรีเซนเตอร์คนแรกของ Seafood from Norway ในประเทศไทย กล่าวว่า “ทริปนี้เป็นทริปที่ญ่าประทับใจมาก เป็นความทรงจำที่จะอยู่ในใจตลอดไป รู้สึกดีใจที่ได้กลับบ้าน และไปเยือนสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนอย่างโลโฟเทน ได้พบเจอผู้คนที่อบอุ่น เห็นธรรมชาติอันน่าทึ่ง และเรียนรู้เยอะมากเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารทะเลของนอร์เวย์ หลังจากกลับจากทริป ญ่ารู้สึกซาบซึ้งกับอาหารในจานมากขึ้นเลยค่ะเพราะได้ไปเห็นการเดินทางของปลาตั้งแต่อยู่ในฟาร์มและกระบวนการที่เข้มงวดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของท้องทะเล ประเพณีและวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน และความเคารพในธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ญ่ายังเห็นว่าประเทศไทยและนอร์เวย์มีความคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง เราให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก ๆ เราชอบที่จะมานั่งและสังสรรค์ร่วมกันบนโต๊ะอาหารเพื่อกินอาหารอร่อย ๆ ไม่ยากเลยที่อาหารทะเลจากนอร์เวย์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีเนื้อสัมผัสที่อร่อย จะสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในเมนูไทยได้ถูกปากคนไทยแน่นอนค่ะ”

ภายในงาน นางอัสตริด เอมีเลีย เฮลเล เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และเชฟเทเรียร์ ออมมุนเซนต์ เจ้าของร้านอาหาร Plah และ Ahaan ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ประจำ Live Station นำเสนอเมนูพิเศษของญาญ่าที่ผสมผสานอาหารทะเลจากนอร์เวย์กับอาหารไทยอย่างลงตัว เมนูประกอบไปด้วย ยำส้มโอแซลมอนย่างกับมะพร้าวกรอบและหอมแดงทอด แซลมอนย่างราดน้ำจิ้มซีฟู้ด ปูจักรพรรดินอร์เวย์กับน้ำจิ้มซีฟู้ดและสมุนไพร และนอร์วีเจียนซาบะเคียงด้วยมะพร้าว มะกรูด พริก และน้ำปลา

นอร์เวย์เป็นผู้ผลิตแซลมอนแอตแลนติกอันดับหนึ่งของโลกและเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ที่สุด ประเทศแห่งอาหารทะเลอาศัยความพิถีพิถันและประเพณีที่มีมายาวนานของผู้คน ความเคารพในธรรมชาติ และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เพื่อเป็นผู้นำด้านการประมงของโลก นอร์เวย์ยึดมั่นในแนวทางการปฏิบัติที่เข้มงวด การติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยประสบการณ์การเพาะเลี้ยงแซลมอนมากว่า 50 ปี ทำให้นอร์เวย์ส่งแซลมอนคุณภาพสูงไปทั่วโลกได้ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากนำปลาออกจากทะเล แซลมอนจากนอร์เวย์เป็นหนึ่งในสินค้าอาหารที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสูงที่สุดในโลก

เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ มอบความสุขรับลมหนาว

เปิดตัวโรงเรือนไม้เมืองหนาวโฉมใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Flowers of Fantasy”โชว์ความงามลิลลี่หลากสีสันปลายปีนี้

เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ อุทยานเรียนรู้ และอุทยานดอกไม้เมืองหนาวแห่งแรกของอีสาน พร้อมมอบความสุขท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้เมืองหนาวอีกครั้ง เนรมิตโฉมโรงเรือนใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Flowers of Fantasy” มหัศจรรย์แห่งหมู่มวลดอกไม้ รังสรรค์ผลงานโดย ครูกอล์ฟ – พิทักษ์ หังสาจะระ นักออกแบบและจัดดอกไม้แถวหน้าของเมืองไทย ที่ปรึกษา เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ ด้านผู้บริหารใหญ่ พรทิพย์ อัษฎาธร เผยอยากมอบความสุข และความสดใสให้นักท่องเที่ยวช่วงปลายปีด้วยไม้เมืองหนาวแบบจัดเต็ม ประเดิมด้วยลิลลี่ (Lily) บีโกเนีย (Begonia) และพิทูเนีย (Petunia) หลากสีสันบานสะพรั่งในโรงเรือนโฉมใหม่ พร้อมเปิดประตูต้อนรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการถ่ายรูป ตระการตาด้วยแรงบันดาลใจจากพืชพันธุ์ดอกไม้ที่เราได้ปลูกเองในโรงเรือน พร้อมให้เข้าชมได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายภายในอุทยานเรียนรู้ เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์

นางพรทิพย์ อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท จำกัด หรือที่รู้จักในนาม เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า “ปีนี้ เพ ลา เพลินตั้งใจที่จะนำเอาไม้เมืองหนาวกลับมามอบความสุข และสีสันให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ แบบจัดเต็ม ให้สมกับความคิดถึงไม้เมืองหนาวของเราในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยคอนเซ็ปต์ในการปรับปรุงโรงเรือนครั้งนี้คือFlowers of Fantasy” มหัศจรรย์แห่งหมู่มวลดอกไม้ โดยได้รับแรงบันดาลใจมากจากดอกไม้นานาพันธุ์ออกมาเป็นประติมากรรมดอกไม้ขนาดใหญ่ให้นักท่องเที่ยวได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งถูกเนรมิตโดย ครูกอล์ฟ – พิทักษ์ หังสาจะระ ที่ปรึกษาของเราออกมาได้อย่างสวยงาม และเราได้เตรียมการให้นักเกษตรเพาะหัวพันธุ์ไม้เมืองหนาวนี้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานี้เพื่อให้ทันโชว์ดอกไม้จริงในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งบุรีรัมย์อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว โดยกลุ่มแรกที่เราเปิดโชว์แล้วจะเป็นดอกลิลลี่หลากสีได้แก่ สีขาว Sparkling Joy, สีส้ม Victory Joy, สีแดง Trendy Havana, สีชมพูเข้ม Trendy Savahnah, สีแดงอมเหลือง Majestic Joy, สีชมพูอมขาว Sugar Love เป็นต้น เสริมด้วยสีสันจากดอกบีโกเนีย และพิทูเนียหลากสี ซึ่งเราพร้อมเปิดให้เข้าชมแล้วทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2566 นอกจากไม้เมืองหนาวที่นำกลับมาจัดแสดงแบบจัดเต็มในปีนี้แล้ว เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ ยังได้ยกระดับการเป็นอุทยานการเรียนรู้ เสริมฐานการเรียนรู้ และกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งเหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย ให้เข้ามาเที่ยวในพื้นที่ของเราอย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนรู้ ครบ จบในที่เดียว ที่ เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์”

ครูกอล์ฟ – พิทักษ์ หังสาจะระ นักออกแบบและจัดดอกไม้แถวหน้าของเมืองไทย ที่ปรึกษา เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ เปิดเผยถึงแนวคิดในการออกแบบ โรงเรือน Flowers of Fantasy” มหัศจรรย์แห่งหมู่มวลดอกไม้ ว่าปัจจุบันนี้การที่จะพัฒนาจะมีต้องมีการสร้างอะไรใหม่ๆ เพื่อให้เกิดความดึงดูด เพราะบางทีแค่พันธุ์พืชดอกไม้ปกติก็ยังไม่สามารถสร้างความดึงดูดหรือสร้างความน่าสนใจได้แล้วในปัจจุบัน จึงต้องมีจุดขายทั้ง 4 จุด และเรื่องของกระแสในโซเชียลมีเดีย ที่สมัยนี้ผู้คนชอบโลเคชั่นที่สามารถถ่ายรูปได้สวยๆ จุดๆ หนึ่งถ่ายได้หลายรูป จึงต้องมีการปรับให้เหมาะสม ทันสมัยเพื่อให้เป็นที่นิยม โดยได้มีการแบ่งสัดส่วนในการปรับโฉม 4 ส่วนด้วยกัน

  1. ส่วนแรก Blooming Butterfly” ปีกผีเสื้อแสนสวย คุณจะสามารถโบยบินไปในทุ่งดอกไม้ในเทพนิยายเปรียบเสมือนอยู่ในโลกแห่งเทพนิยายFairy Tail พร้อมกับมุมถ่ายรูปเก๋ๆ อีกหลายมุมและพบกับทุ่งดอกแอลเลี่ยม (Allium) ยักษ์ ที่มีมากมายทั้งสีม่วงและสีขาว
  2. ส่วนที่สอง Miracle Sakura” มหัศจรรย์ซากุระยักษ์ พบกับลมหนาวที่พัดปลิวดอกไม้ ล่องลอยไปในอากาศ และพบกับดอกซากุระ (Sakura) ท่ามกลางลมหนาวที่ปลิวพัดผ่านตัวคุณ อบอวลอยู่กับกลิ่นดอกไม้ นอกจากนั้นซากุระยังเป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความสุขความโชคดีอีกด้วย
  3. ส่วนที่สาม Garden of Love” สวนแห่งรัก คุณจะได้พบกับดอกไม้นานาพันธุ์ที่ เพ ลา เพลิน นำมาจัดแสดงให้คุณได้อยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้เมืองหนาว เช่น ดอกแดฟโฟดิล (Daffodil), ดอกทิวลิป (Tulip), ดอกไฮยาซิน (Hyacinth), ดอกมัสคารี บลู (Blue Muscari) ใครที่มาถ่ายรูปในมุมนี้ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน
  4. ส่วนที่สี่ Window Display” ประตูกระจกดอกไม้ขนาดใหญ่ พร้อมฉากดอกไม้สีแดงสดใส ทำให้ย้อนไปถึงบรรยากาศอันอบอุ่นในสมัยก่อน มุมนี้ยังมีป้ายเพ ลา เพลินและมีกำแพงฉากดอกไม้มากมายให้คุณได้ถ่ายรูป

ภายใน เพ ลา เพลิน จ.บุรีรัมย์ นอกจากจะมีโรงเรือนดอกไม้เมืองหนาว และโรงเรือนนิทรรศการ และพืชพันธุ์ไม้ทั้ง 6 โรงเรือนแล้ว ยังมีพื้นที่ต่างๆ ในโครงการที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น อโรคยา เวลเนส ศาลา (Arokaya Wellness Sala) ศูนย์สุขภาพองค์รวมและนิทรรศการความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์สมุนไพรไทย และศาสตร์ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่หาชมได้ยาก ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร และพืชกัญชง โดยวิสาหกิจชุมชนศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ ลา เพลิน เพื่อชุมชน จ.บุรีรัมย์ ที่ปลูกกัญชงระบบปิด เกรดทางการแพทย์ เพื่อนำไปทำเป็นยา และฐานกิจกรรมเรียนรู้ BCG เรื่องการทำน้ำยาเอนกประสงค์จากสมุนไพร และพืชต่างๆ ฐานกิจกรรมเผาถ่านกัมมันต์จากเศษขยะเหลือทิ้ง การทำผ้ามัดย้อม

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมให้อาหารแกะ โซนโรงเรือนของเล่น ที่มีของเล่นเก่าๆ ให้คุณได้มาลองเล่นให้หายคิดถึงวัยเด็ก โซนโรงเรือนบ้านลูกจีน ชมวัตถุโบราณ และความงามของเครื่องลายครามจากประเทศจีน และไฮไลท์ ด้วยกิจกรรมใหม่ฐานการขับรถ ATV และครบครันด้วยพื้นที่แห่งการพักผ่อนในโซนที่พัก และโรงแรมของเพ ลาเพลิน ร้านค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ร้านอาหารและคาเฟ่ ครบ จบในที่เดียว ซึ่งทั้งหมดนี้ เพ ลา เพลิน พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนให้มาเพลิดเพลินในดินแดนแห่งความสุขบนเนื้อที่กว่า 400 ไร่ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ๋ 150 บาท เด็ก 80 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 087 798 1039 LINE: @PlayLaPloen หรือคลิ๊ก https://lin.ee/jIufYzR Facebook: www.facebook.com/PlayLaPloen

อิ่มบุญ “แอน สิเรียม” ทอดกฐิน วัดสิเรียมพุทธาราม จ. ศรีษะเกษ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินเพื่อทอดกฐิน  ณ วัดสิเรียมพุทธาราม บ้านสังกัน ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษวั ประจำปี 2565  ซึ่ง “แอน สิเรียม” ดารานักแสดงสาว นำไปทอดถวาย อีกทั้งสาวแอน ยังเป็นอุปัฏฐาก ทำนุบำรุงวัดมาอย่างต่อเนื่อง

เรียกว่างามทั้งใจงามทั้งกายจริงๆ สมแล้วกับรางวัลที่เธอได้รับล่าสุด เยาวชนและบุคคลดีเด่นแห่งปี สาขาผู้ทำคุณประโยชน์ต่อศาสนา ซึ่งสาวแอนได้โพสภาพการทำบุญครั้งนี้ พร้อมแคปชั่นว่า “ขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่ได้ร่วมทำบุญมาในครั้งนี้ทุกช่องทางไม่ว่าจะร่วมบุญใส่ซอง โอนผ่านช่องทางออนไลน์ โรงทาน และที่ได้ร่วมเดินทางมาร่วมงานทอดถวายกฐินด้วยกันที่วัดนะคะ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายเจริญด้วย ลาภ ยศ สุขสรรเสริญ และเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ด้วยเทอญ”

ขอบคุณภาพจาก IG : annsirium

เดือนสลัว กลัวสลาย

ร่วมเปิดประสบการณ์ศิลปะ กับนิทรรศการ

เดือนสลัว กลัวสลาย by STUX2 The Srinakarian Artibition Series

เริ่มแล้ว…ณ มันมัน คอมมูนิตี้ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์

ดร.จักรพล จันทวิมล ผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารการตลาดและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ขอเชิญร่วมเปิดประสบการณ์ศิลปะ กับนิทรรศการชุด Srinakarian Artibition (ศรีนคเรี่ยน อาร์ติบิชั้น) ที่ MUNx2 ร่วมกับ Exhibition Creator รุ่นใหม่ ได้รังสรรค์เรื่องราว สถานที่ วิถีชีวิต ที่เกิดขึ้นบนถนนศรีนครินทร์ และกรุงเทพตะวันออก มาร้อยเรียงเป็นนิทรรศการศิลปะหลากแขนง ให้ประชาชนทั่วไปได้รับชมแบบฟรีๆ

หลายคนมักมองว่าประวัติศาสตร์ เรื่องราว วิถีชีวิต มักจะเกิดขึ้นในย่านเมืองเก่า ที่มีเรื่องเล่าต่อเนื่องยาวนาน แต่หากมองให้ลึก ทุกตารางนิ้วของโลกใบนี้มักมีเรื่องราวซ่อนอยู่ไม่มากก็น้อย อย่างเช่นถนนศรีนครินทร์ ที่หลายคนมองเป็นภาพของรถติด และแหล่งธุรกิจของกรุงเทพตะวันออก แต่ซีคอนสแควร์ ศูนย์สรรพสินค้า ที่ก่อตั้งมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นความเจริญเติบโตหนึ่งของถนนศรีนครินทร์ กลับเห็นว่า เพื่อนบ้านรอบตัวเราล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความน่าสนใจที่ใคร่จะนำเสนอ จึงได้จัดทำนิทรรศการชุด Srinakarian Artibition นี้ขึ้นนั่นเอง

เดือนสลัว กลัวสลาย เป็นนิทรรศการแรก ของ Srinakarian Artibition ที่ MUNx2 ได้หยิบยกเรื่องราวของความลี้ลับ ของตำนานแม่นาก พระโขนง แห่งวัดมหาบุศย์ (ซึ่งอยู่ห่างจากถนนศรีนครินท์เพียง 5 กิโลเมตร) มานำเสนอผ่านการตีความของ STUX2 (สตู เอ็กซ์ ทู) กลุ่มผู้สร้างสรรค์งานนิทรรศการเลือดใหม่ที่มีผลงานโดดเด่นในงาน Bangkok Design Week และ Awakening Bangkok มานำเสนอในรูปแบบของนิทรรศการศิลปะจัดวางองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ผสานปรากฎการณ์ซ่อนความหมายและประสบการณ์จากเรื่องเล่าขาน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ความกลัวหายไป เมื่อความเข้าใจมาแทน” ร่วมสำรวจ พินิจ ตีความ ถอดรหัส

เพื่อค้นหาความหมายของสัจธรรมที่ซ่อนซ้อนในความเชื่อ ผ่านการเรียงร้อยเรื่องราวที่ล้วนถูกเล่าขานจากวันวาน ในบางสิ่งที่ความจริงมิอาจอธิบาย จนกลายเป็นความเชื่อที่ไม่ต้องการการอธิบายแม้ในวันพรุ่ง สู่ประสบการณ์หลากผัสสะ หลายมิติ อันหลอนหลอกแต่งดงาม เย็นเยียบแต่อุ่นอวล เสียดเสียวแต่ตรงแจ้ง ด้วยปรากฎการณ์ของปริภูมิทางสถาปัตยกรรม


นิทรรศการเดือนสลัว กลัวสลาย จัดแบ่งการแสดงชิ้นงานออกเป็น 7 ผลงานได้แก่

  1. เสาชิงสุข    ความยวนยั่ว ความหอมหวนหืน คละเคล้าคาวคราบของสุขโลกีย์ การช่วงชิงในความสุข ไต่เต้า  ปีนป่าย ให้ได้มาถึงความสุขสมชั่วระยะเวลาความเร็วที่การตระหนักรู้เดินทาง ที่อาจต้องชดใช้ด้วยระยะทาง
  2. แล้วแต่ศาล  สารพัดศาล แล้วแต่ศาล สารพัดศาล มีแต่ศาล สารพัดศาล อยู่ที่ศาล สารพัดศาล สารพัดใคร สารพัดศาล สารพัดใด
  3. ลานเวรวน เพราะเวรจึงวน เพราะวนจึงเวร
  • อมตะนิรันดร์ (แม่นากพระโขนง)    อุทิศให้แก่การถูกพันธนาการในความทุกข์ตรมแห่งการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด การบูชาในความ รัก ความผูกพัน และสายสัมพันธ์ที่ไม่มีแม้วันบรรจบ

ปริภูมิสีดำสนิทอันมืดทะมึนที่มืดมิดกว่าความมืดใดๆ ที่ที่ความสว่างมิเคยได้กล้ำกราย ปริภูมิสีดำที่ห้วงเวลาอันแสนยาวนานของการรอคอย มิได้มีค่าเทียบเท่าการกลับมาของสิ่งที่รอคอย

  • ห้องหลังห้อง

เพราะทุกห้องมีข้างหลัง

  • ห้องปลิดทุกข์ ปลดทุกข์ให้หมดทุกข์ หรือปลิดทุกข์ให้หมดทุกข์
  • ห้องสุดท้าย    เพราะท้ายที่สุด อาจสุดที่ท้าย

การเข้าชม

  • นิทรรศการปกติ ชมฟรี
  • ครั้งแรก! กับกิจกรรม Exhibition Tour (หลังห้างฯปิด) เวลา 21.30 น. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมชมนิทรรศการได้สัมผัสแสง สี บรรยากาศงานแบบเต็มอารมณ์ นำชมนิทรรศการโดย STUX2 ทุก วัน ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม – 20 พฤศจิกายน 2565 รับจำนวนจำกัดรอบ ละ 30 คนเท่านั้น
  •  นิทรรศการรอบพิเศษ (Exclusive) ราคา 2,000 บาท  

 ทุกวันจันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 21.30 น.

 ทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ เวลา 22.00 น.

 (นัดหมายล่วงหน้า, ไม่เกิน 13 ท่าน/รอบ) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Line: @munx2 และ    www.facebook.com/MUNX2

Scroll To Top